UFABETWINS ทำไม “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช” จึงเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจได้จนถึงอายุย่าง 40 ปี?

UFABETWINS นักฟุตบอลอาชีพที่อายุ 40 ปี นั้นมีอยู่มากมายทั่วโลก แต่นักเตะที่อายุ 40 ปี แต่สามารถเล่นอยู่ในระดับสูงสุด แถมยังเป็นนักเตะหมายเลข 1 ของทีมทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักเตะของทีมไหนก็ตาม น่าจะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นบนโลกนี้

ชื่อของเขาคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวัยย่าง 40 ปี เขาทำให้ เอซี มิลาน ที่บ้อท่ามาตลอด 10 ปีหลังสุดกลับมาอยู่ในตำแหน่งลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง เขายิงประตูเป็นว่าเล่น และเป็นศูนย์รวมใจของเพื่อนๆทั้งทีม แก่ยังไงให้คนเคารพ? แก่อย่างไรให้โลกซูฮก?

และแก่อย่างไรให้ลงเล่นเกมระดับสูงได้เหมือนกับนักเตะวัยรุ่น? นี่คือสิ่งที่ ซลาตัน ทำ อยู่แต่ทีมเก่ง จุดหนึ่งที่ต้องยอมรับเกี่ยวกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คือทุกสโมสรที่เขาได้ลงเล่นด้วย ตั้งแต่ มัลโม่, อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม, ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน,

ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือแม้กระทั่ง ลอส แอนเจลิส กาแล็กซี่ นั้นถือว่าเป็นทีมระดับหัวแถวของประเทศนั้นๆทั้งสิ้น แน่นอนว่าการได้เล่นภายใต้ทีมที่ดีที่สุดในประเทศ ย่อมทำให้งานของเขาไม่ยากเกินแรง เขามีเพื่อนๆที่เก่งกาจ แต่หากจะมองให้ดีๆ

คุณจะพบว่า 90% ของทุกสโมสรนั้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช สามารถก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของทีมที่เพื่อนร่วมทีมไว้ใจและสนิทใจด้วยทุกครั้ง ยกเว้นเพียงแต่ช่วงสั้นๆกับ บาร์เซโลน่า ที่วัฒนธรรมของสโมสรและไอคอนอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ทำให้เขาไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้นาน

และเปลี่ยนแปลงเพื่อนร่วมทีมให้เป็นเพื่อนของเขาได้ และยิ่งในช่วงที่เขาอายุแตะเลข 3 นั้น คงต้องใช้คำว่า เพื่อนร่วมทีมทั้งหมด กลายเป็นลูกน้องที่เคารพในตัวตนของเขาก็คงไม่ผิดหนัก จากปากคำของเหล่าเพื่อนร่วมทีมของเขาแต่ละคนที่พูดถึงซลาตัน พวกเขาพูดเป็นเสียง

UFABETWINS

เดียวกันว่า ซลาตัน มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนสำหรับการเป็นคนที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมเชื่อใจ เขาเก่งกาจและแสดงมันออกมาในการซ้อม เขามีวินัย ไม่มีข่าวเสียหาย มีวาทะศิลป์ที่ยอดเยี่ยม นอกจากจะมีคำพูดปลุกใจ และรู้วิธีเข้าหาเพื่อนแต่ละคนแล้ว ซลาตัน ยังมีเป็นคนที่มักพูดอะไร

ติดตลก ที่ทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้นทันตาเห็น “ซลาตัน บ้าไปแล้วจริงๆ ตอนเขาอยู่กับเรา เขาอายุ 35 แต่มันเหลือเชื่อจริงๆ เมื่อได้เห็นฝีเท้าของเขา เขายังคงน่าทึ่งและยิ่งใหญ่เหมือนที่เขาเคยเป็น” “คนอย่างเขาเนี่ย คือเป็นคนที่เราจะขาดไปไม่ได้เลยในห้องแต่งตัว เขามีเรื่องเล่า

ตลกๆมากมายในยามผ่อนคลาย เขามีมุมของการเป็นคนทุ่มเทจริงจังในสถานการณ์ที่ซีเรียส เมื่อถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาเหยียบเท้าลงสนามดัง ปึ้ง! เมื่อนั้นทุกคนรู้แล้วว่า ช่วงเวลาเอาจริงกำลังจะมาถึง” ลุค ชอว์ ที่อยู่กับ ซลาตัน ในทีมปีศาจแดงชุดดับเบิ้ลแชมป์ฤดูกาล

2016-17 กล่าว ขณะที่ตอนเขาอายุ 37 ปี ตอนเล่นให้ แอลเอ กาแล็กซี่ ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในทีมที่เล็กที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขา เรื่องราวที่เพื่อนร่วมทีมพูดถึง ซลาตัน ก็ไม่ต่างกันนัก ณ เวลานั้นสื่อบอกว่านักเตะอย่าง ซลาตัน กำลังจะหมดไฟ นี่คือสถานีสุดท้ายที่เขาจะทำเงินก้อนโตและ

แขวนสตั๊ด แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ซลาตัน มาที่เพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่เพื่อเงิน เรื่องนี้ เจา เปโดร นักเตะคนหนึ่งในทีมชุดนั้น ที่ถือว่าเป็นน้องรักของ ซลาตัน ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเอง “ในห้องแต่งตัว เราเผลอถามเขาว่า ถ้าคุณมาที่ แอลเอ เพื่อจะมาชิลๆ และหาเที่ยวชายหาดสวยๆ

ก็บอกเรามาเถอะ เราเข้าใจ” เจา เปโดร ย้อนความสมัยที่นักเตะ แอลเอ กาแล็คซี่ แซว ซลาตัน “รู้ไหมเขาบอกว่าไง? พวกแกฟังให้ดีๆ ฉันมีเงินในบัญชี 300 ล้านดอลลาร์ แล้วก็มีเกาะส่วนตัวด้วย ดังนั้น ไอ้ชายหาดแค่นี้ฉันจะเอามันไปทำไม? ใครมาถามเรื่องนี้อีกรอบ ฉันจะฆ่ามันทิ้งซะ

ตรงนั้นเลย” ผลก็คือเขาซัดไป 53 ประตู จากการลงสนามทั้งหมด 58 นัด แทบไม่มีนัดไหนที่ไม่มีชื่อของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ขึ้นบนสกอร์บอร์ด “คนอย่าง ซลาตัน จะรักษามาตรฐานได้จนถึงอายุ 40 ปี แน่นอน ไม่มีอะไรต้องสงสัย” แอชลี่ย์ โคล อดีตนักเตะของ อาร์เซน่อล และ

เชลซี รวมถึงเพื่อนร่วมทีมของ ซลาตัน เมื่อครั้งเล่นให้ แอลเอ กาแล็กซี่ เคยพูดเมื่อ 3 ปีก่อน “ซลาตัน ซ้อมด้วยทัศนคติแบบมืออาชีพ จริงจัง ไม่ทำเป็นเล่น โดยรวมแล้วผมต้องบอกว่า เขาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีเลย ในบางครั้ง หลายคนอาจจะไม่ชอบเขาที่มักจะพูดอะไรยะโสโอหัง

แต่ถ้าคุณได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกับเขา คุณก็จะรู้เอง คุณต้องทุ่มเทเหมือนกับที่เขาทำ มีจิตใจที่แข็งแกร่งเข้าไว้ เพราะเบื้องหลังคำพูดของ ซลาตัน คือเขากำลังพยายามผลักดันคุณ รู้ตัวอีกที พวกคุณจะกลายเป็นนักเตะที่ดีกว่าเดิม” “คนอย่างเขาต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากผมอย่าง

UFABETWINS

แน่นอน” โคล กล่าว หากเปรียบสถานะของ ซลาตัน ในทีมแต่ละทีมให้เห็นภาพ ก็คงต้องเปรียบกับการ์ตูนนักเลงสักเรื่องหนึ่ง เขาจะต้องรับบทเป็นพระเอกของเรื่อง ที่เป็นหัวหน้าแก๊ง มีทั้งความแข็งแกร่ง, ความตลก, ความเป็นผู้นำ และเป็นคนที่ทำให้คนรอบข้างมีความแข็งแกร่งเพิ่ม

ขึ้นทั้งจิตใจและร่างกาย ทุกครั้งที่ต้องออกไปปะทะกับคู่อริ หากมีหัวหน้าแก๊งอย่าง ซลาตัน เดินนำข้างหน้า คนข้างหลังจะรู้สึกมั่นใจ และพร้อมสู้ตายเพื่อให้ได้ชัยชนะกลับมาเป็นของทีม “ถ้าคนอย่าง ซลาตัน เห็นใครทำเป็นเล่นในสนามซ้อม เขาจะเข้าไปสั่งสอน ไปบอกกล่าว ไปแนะนำ

และทำให้ดูเป็นตัวอย่างเสมอ เขาเอาตัวเองเป็นมาตรฐานให้ทุกคนทำตาม เพราะเขาเป็นคนที่ซ้อมดีที่สุดแทบจะทุกๆวัน เขาอยากให้เพื่อนร่วมทีมมีความรับผิดชอบ ทำให้ได้ตามมาตรฐานนั้น เมื่อเราทุกคนนั่งอยู่ในล็อคเกอร์ พลังของ ซลาตัน จะกระตุ้นให้ทุกคนตื่นตัว และเตือนตัวเอง

ว่ามีใครบางคนกำลังจับตาดูอยู่” “แต่เมื่อเกมจบลงและประตูห้องแต่งตัวปิด เขาจะกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง พูดล้อเล่น หยอกล้อกันสนุกสนาน เขาไม่เคยถือตัวกับใคร” อัสเมียร์ เบโกวิช ที่เคยเล่นให้ เอซี มิลาน ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2019-20 กล่าวถึง ซลาตัน อย่างได้ใจความ

แม้การอยู่แต่ทีมเก่งจะทำให้งานของ ซลาตัน ง่ายขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือการเป็นคนที่มีอิทธิพลในห้องแต่งตัวของเขาต่างหาก ที่ไม่ว่าจะไปอยู่ไหนก็จะมีผลงานที่ตอบแทนต้นสังกัดได้ดี เขาตั้งเป้าไว้ที่ความสำเร็จทุกครั้ง ทุ่มเทเต็มที่ และใช้มาตรฐานนั้นเป็นตัวตั้งให้เพื่อนร่วม

ทีมตามเขาให้ทัน เมื่อทุกคนเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น และมีความไว้เนื่อเชื่อใจ งานของ ซลาตัน ก็ดูเหมือนง่ายในบัดดล คาแร็คเตอร์แบบนี้เป็นคาแร็คเตอร์ของนักสู้ที่ไม่ได้มีกันทุกคน และคุณสามารถเห็นผลกระทบของ ซลาตัน ได้ชัดเจน ไม่ว่าเขาจะเล่นให้กับทีมใดก็ตาม ดูแลร่างกายให้

ดี ช่วงปลายฤดูกาล 2016-17 สมัยที่ ซลาตัน เล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เกมนั้นเป็นเกม ยูโรปา ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ พบกับ อันเดอร์เลชต์ เขากระโดดลอยกลางอากาศและลงผิดท่าจนเข่าบิด ณ เวลานั้นมีข่าวว่าเขาจะต้องพักยาว และไม่สามารถกลับมาเล่นในระดับสูงได้อีก

แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้กัน ซลาตัน กลับมาแกร่งกว่าเดิมได้อย่างเหลือเชื่อ ในชีวิตนี้ ซลาตัน ได้รับบาดเจ็บเพียงไม่กี่ครั้ง และสิ่งนั้นมีที่มา คุณคงเคยได้ยินคำว่า “ยืดเหยียด” ก่อนออกกำลังกายเป็นอย่างดี การยืดเส้นที่ถูกต้องจะทำให้นักกีฬาเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บน้อยลง และ ซลาตัน

มีความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซลาตัน นั้นเคยฝึกศิลปะการต่อสู้อย่าง เทควันโด้ มาตั้งแต่เด็ก และตอนที่เขาอายุ 17 ปี เขาสามารถสอบผ่านการเป็นคาราเต้สายดำได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้เกี่ยวกับร่างกายของเขาอย่างไรน่ะเหรอ? กีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้แทบทุกอย่าง โดยเฉพาะ

คาราเต้ หรือ เทควันโด้ เป็นกีฬาที่ต้องใช้การยืดเหยียดแขนขาแบบสุดขีด ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มฝึกซ้อมและหรือลงแข่งขัน ซลาตัน ได้เรียนรู้วิธีการยืดเหยียดแบบถูกวิธี ผลจากการออกกำลังกายและยืดเส้นซ้ำๆ และทำมาตั้งแต่เด็กคือ ความเร็วในการหดตัวและผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ

สูงขึ้น กลไกการทำงานของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพขึ้น คุณจะเห็นผ่านการกระโดดสูงๆเพื่อเกี่ยวบอล หรือการเล่นท่ายากแบบยกขายกแข้งสูงๆของ ซลาตัน ที่เป็นซิกเนเจอร์ของเขา นอกจากนี้ การยืดเหยียดที่ถูกต้องและต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อสามารถเอาออกซิเจนไปใช้

ในร่ายกายง่ายขึ้น เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น กล่าวคือเมื่อร่างกายรู้สึกเหนื่อยจะสามารถช่วยเอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย และทำให้อึดขึ้นนั่นเอง ทีนี้ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่า กล้ามเนื้อของ ซลาตัน ค่อนข้างแข็งแรง และมันทำให้การฟื้นฟูของเขาดีกว่าคนปกติ “หัวเข่า กล้ามเนื้อ

และเส้นเอ็น ของเขาแข็งแรงจนหมอตกใจ ทีมแพทย์บอกว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เขามีหัวเข่าที่ดีเกินกว่านักฟุตบอลที่เล่นอาชีพมาเป็น 20 ปี ทีมแพทย์ถึงขั้นบอกว่า เมื่อหายดีแล้ว พวกเขาขอร้องให้ซลาตันกลับมาหาหมออีกครั้ง เพื่อวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับร่างกาย

ของเขา” “และ ซลาตัน บอกผมเอง เมื่อเขาแขวนสตั๊ดแล้ว เขาจะกลับไปเพื่อให้แพทย์ได้วิจัยกับเส้นเอ็นของเขา” มิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ของ ซลาตัน ว่าไว้ ขณะที่ ซลาตัน ก็ยืนยันเองว่า เห็นเขาเป็นคนบ้าระห่ำแบบนี้ แต่เขาคือคนที่ใกล้ชิดกับหมอตลอดเวลา เมื่อเขามีอาการบาดเจ็บตรง

ไหนขึ้นมา เขาจะเข้าไปถามแพทย์ของทีมเป็นคนแรก เขาจะปรึกษาเพื่อแน่ใจว่าควรจะพัก ควรจะเล่น หรือควรจะเพิ่มกล้ามเนื้อตรงไหน นั่นคืออีก 1 เคล็ดลับที่ทำให้สุขภาพของเขาแข็งแรงได้อย่างเกินวัย “สำหรับผมแล้ว หมอคือเพื่อนซี้เลย หมอคือคนที่ทำให้มั่นใจ ผมเชื่อในคำพูด

ของพวกเขามากที่สุด เพราะพวกเขาไม่ได้มองผมในฐานะนักฟุตบอล แต่มองผมในฐานะคนไข้ มันแตกต่างกับโค้ชนะ ถ้าคุณบอกโค้ชว่าเจ็บ โค้ชบางคนก็จะบอกว่า ช่างมัน แล้วผลักคุณลงไปเล่นต่อ แต่หมอเนี่ยแน่นอนสุด เล่นไม่ไหวคือไม่ไหว พวกเขาจะไม่ปล่อยผมลงสนามแน่นอนถ้าร่างกายผมยังไม่พร้อม 100%” ซลาตัน กล่าว

คลิ๊กเลย >>>  https://www.ufabetwins.com/

อ่านข่าวเพิ่ม >>>  บ้านผลบอล

UFABETWINS ‘ฉันชอบที่ฉันเป็นคนที่ลงเอยด้วยริมฝีปากที่แตก’

โรเบิร์ตสันยกเลิกข่าวลือ การต่อสู้ของอลิสสัน

หงส์แดงเริ่มต้นอย่างร้อนแรงจนถึงปี 2021 และต้องเผชิญกับ การต่อสู้เพื่อยึดตำแหน่ง ในสี่อันดับแรก แอนดี้โรเบิร์ตสัน อ้างว่าเขา และเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล อลิสสันเบ็คเกอร์ มีส่วนร่วมในการต่อสู้ โดยอ้างว่าการพูดถึง เขาว่าได้รับ “ปากแตก”

เป็นเรื่องไร้สาระ ลิเวอร์พูลเข้าชิง ในช่วงสั้น ๆ เพื่อป้องกันตำแหน่ง แชมป์พรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาชนะ ในระยะสุดท้าย อย่างน่าประทับใจ ด้วยฟอร์มอันร้อนระอุในปี 2021 ทั้งหมด แต่สิ้นสุดความหวัง ในการรักษา ถ้วยรางวัล นอกจากนี้ ยังมีการเก็งกำไร

โดยรอบสโมสร ที่มีการพูดคุยที่ Jurgen Klopp ถูกกำหนดให้เลิก และที่โรเบิร์ตและ Alisson มีส่วนร่วม ในหน้าอกขึ้น อะไรเอ่ย? โรเบิร์ตสันปฏิเสธ การเก็งกำไร โดยอ้างว่าบางคน มีเวลาอยู่ในมือ มากเกินไป แม้ว่าเขาจะพูดติดตลก ว่าเขาค่อนข้าง

จะถูกมอง ว่าเป็นผู้ชนะการต่อสู้ “ ฉันดูไม่เหมือน มวยสากลใช่ไหม” โรเบิร์ตบอก สกายสปอร์ต “ อย่างน้อย [น่าจะ] สองคนที่จะต่อสู้ ในห้องแต่งตัว คือตัวฉันและอาลี; ฉันคิดว่าคนนั่งอยู่ ที่บ้านค่อนข้างเบื่อ เห็นได้ชัดว่า มีใครบางคน ตั้งข่าวลือว่า

คนขายเหล้าไม่กลับบ้าน ในขณะที่ฉัน กับอาลีกำลัง ทะเลาะกัน ฉันชอบที่ตัวเอง เป็นคนที่มีปากแตก ฉันอยากจะเป็น อีกทางหนึ่ง แต่ขอทานไม่สามารถ เลือกได้! สิ่งที่กำลัง เขียนนั้นเป็นเรื่อง ไร้สาระมาก สำหรับผู้เล่น และทุกคน ในสนามฝึกซ้อม

เราเพียงแค่ต้องปิดกั้น ทั้งหมดนั้น” มีรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น? มีข่าวลือเกิดขึ้น หลังจากที่ลิเวอร์พูล แพ้เลสเตอร์ 3-1 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ว่าอลิสสันผู้รักษาประตู ชาวบราซิล และโรเบิร์ตสัน ฟูลแบ็กชาว กอตแลนด์เข้ามา มีส่วนร่วม

ในเกมหลัง ลิเวอร์พูลขึ้นนำ ที่คิงพาวเวอร์สเตเดียม โดยยิงประตู โมฮาเหม็ดซาลาห์ แต่กลับถูกเจมส์ แมดดิสันเตะฟรีคิก อลิสสันซึ่งมีเกม ที่ผิดพลาด กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน จากนั้นก็เข้าสู่เวที กลางในขณะที่ เขาพุ่งออกจากประตู

เพียงเพื่อพลาด การสกัดกั้น และปล่อยให้เจมี่วาร์ดี้ เดินบอลเข้าไป ในตาข่ายที่ว่างเปล่า มีการอ้างว่าโรเบิร์ตสัน เรียกตัวอลิสซอน และส่งผลให้เกิด การทะเลาะวิวาท กันในห้องแต่งตัว

UFABETWINS

เจมส์โรดริเกซตอบสนอง ต่อรายงานการ ออกจากเอฟเวอร์ตัน

หลังจากสนุกกับ การชนะเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ครั้งประวัติศาสตร์ เพลย์เมกเกอร์ ทีมชาติโคลอมเบีย เห็นว่าเขาสามารถ ผลักดันการย้ายทีม ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่เขาบอกว่าเขา มีความสุขในอังกฤษ James Rodriguez ได้หักล้างรายงาน

ที่บ่งบอกว่าเขา ไม่มีความสุขในอังกฤษ และกำลังพิจารณา ที่จะย้ายออกจากเอฟเวอร์ตัน หลังจากเพียงหนึ่งฤดูกาล ที่กูดิสันพาร์ค เพลย์เมกเกอร์ ทีมชาติโคลอมเบีย เป็นส่วนเสริมของคาร์โลอันเชล็อตติ โค้ชที่เขาเคยร่วมงาน กับเรอัลมาดริด

ในช่วงฤดูร้อนปี 2020 ความไม่ลงรอยกัน เป็นปัญหาสำหรับเด็กวัย 29 ปีในบางครั้ง แต่คุณสมบัติในการสร้างสรรค์ของเขายังคงอยู่โดยไม่มีคำถามและเขามุ่งมั่นที่จะยอมรับความท้าทายที่เกิดขึ้นในชีวิตพรีเมียร์ลีก – แทนที่จะหนี

จากพวกเขา ได้รับการกล่าวถึงอะไร? เจมส์บอกMarca Claroข่าวลือออกหลังจากที่ช่วยให้เอฟเวอร์ตันไปยังประวัติศาสตร์ชัยชนะ 2-0 ดาร์บี้เพื่อนบ้านลิเวอร์พูลลิเวอร์พูล :“ผมมีความสุข เราทุกคนรู้ว่ามัน เป็นเวทีใหม่ สำหรับฉัน

“ ตอนอายุเกือบ 30 ปีฉันสบายดี ฉันมีความสุข สำหรับทุกสิ่งใหม่ ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตของฉัน ทุกอย่างเพิ่มขึ้น มันยากมาก [กับลิเวอร์พูล] ทุกคนรู้ดีว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ฉันคิดว่าพวกเขา อยู่ในสามทีมชั้นนำ ของผู้ที่เล่นฟุตบอลที่ดี

ฉันมีความสุข ที่ได้ช่วยทีมของฉันชนะ เอฟเวอร์ตันไม่ได้รับรางวัล [ที่แอนฟิลด์] ตั้งแต่ปี 1999 ดังนั้นเราจึงสร้างประวัติศาสตร์ ฉันมีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่น ฉันหวังว่าเรา จะดำเนินการต่อไป ได้ด้วยดี”

UFABETWINS

เจมส์มีอาการอย่างไรที่เอฟเวอร์ตัน?

อันเชล็อตติส่งบอลอเมริกาใต้ 62 นาทีที่แอนฟิลด์โดยไม่มีความเสี่ยงใด ๆ กับความฟิตของเขาหลังจากได้รับบาดเจ็บล่าสุด ตอนนี้เจมส์ปรากฏตัวมากถึง 21 นัดสำหรับท็อฟฟี่ในการแข่งขันทั้งหมดโดยมีการบันทึกห้าประตูและแปดแอสซิสต์

ในการแข่งขันนอกบ้านเหล่านั้น ภาพใหญ่ขึ้น ความช่วยเหลือล่าสุดของเขาเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลโดยริชาร์ลิสันเตรียมเป็นผู้เปิดฉากในการแข่งขันครั้งนั้น เอฟเวอร์ตันต่อสู้อย่างกล้าหาญจากที่นั่นเพื่อให้จมูกของพวกเขาอยู่ตรงหน้าและปิดท้าย

เมื่อ Gylfi Sigurdsson เปลี่ยนจากจุดโทษ เจมส์กล่าวเสริมความทะเยอทะยานของท็อฟฟี่จากจุดนี้ด้วยชัยชนะเหนือคู่แข่งสำคัญยกพวกเขาขึ้นสู่อันดับที่ 7 – เก็บแต้มร่วมกับลิเวอร์พูลในขณะที่ยังคงเล่นเกมป้องกันแชมป์:“ เราต้องการ

ชนะเสมอ มีเกมที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีและอื่น ๆ ที่เกิดความผิดพลาด ฟุตบอลเป็นเรื่องปกติมากในตอนนี้ มีทีมที่ไม่มีคุณภาพมากนัก แต่พวกเขา

ต้องการชนะด้วยการบังคับทำผิดกติกา เราพร้อมแล้วในแต่ละเกมและสิ่งที่เราต้องการทำคือเล่นให้ดี บางครั้งมันก็เกิดขึ้นและบางครั้งก็ไม่เกิดขึ้น แต่เดี๋ยวก่อน…มันเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอล”

 

 

อ่านข่าวอื่นๆได้ที่ >>> UFABETWINS
หน้าแรก >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS เจมี่ คาร์ราเกอร์ ตำนานปราการหลัง ลิเวอร์พูล

ทำการจัดทีมยอดเยี่ยมชุดผสมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ก่อนที่ทั้งสองทีมจะต้องพบกันในศึกแดงเดือดที่แอนฟิลด์ คืนวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคมนี้ พร้อมกับแจงเหตุผลในการเลือกนักเตะแต่ละตำแหน่ง เจมี่ คาร์ราเกอร์

ตำนานปราการหลัง ลิเวอร์พูล ที่ทำหน้าที่เป็นกูรูของ สกาย สปอร์ต สื่อชื่อดังของอังกฤษ จัดทีม ยอดเยี่ยมชุดผสมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนจะมีคิวลงฟาดแข้งกันในวันพรุ่งนี้ โดยมีแข้ง “หงส์แดง” ติดมาถึง 8 คน ขณะที่ “ปีศาจแดง”

ติดมา 3 รายด้วยกัน พร้อมกับชี้แจงเหตุผลในการเลือก เริ่มที่ตำแหน่งผู้รักษาประตูเป็น อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ได้รับเลือกให้ลงเฝ้าเสาก่อน ดาบิด เด เคอา ขณะที่แผงแบ็กโฟร์นั้นมีแข้งจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ติดเข้ามาเพียงรายเดียวคือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ลงจับคู่กับ ฟาบินโญ่

ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ส่วนแบ็กสองฝั่งเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ส่วนในตำแหน่งคู่มิดฟิลด์นั้นไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับ ปอล ป็อกบา สตาร์จาก แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ดี โดยใช้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยืนจับคู่มิดฟิลด์กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า

UFABETWINS

ปิดท้ายที่เกมรุกมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยืนเป็นปีกขาว

ส่วนฝั่งซ้ายเป็น ซาดิโอ มาเน่ ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับบทเพลเมกเกอร์แล้วให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้าก่อน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลังจากจัดทีมแล้วนั้น คาร์ราเกอร์ ก็ได้แจงเหตุผลในการเลือกแต่ละตำแหน่ง โดยระบุว่า “หากย้อนไปเมื่อไม่กี่ปี

ที่ผ่านมาในตำแหน่งผู้รักษาประตูผมอาจเลือก ดาบิด เคอา แบบไม่ยาก แต่ตอนนี้แน่นอนต้องเป็น อลีสซง เบ็คเกอร์” “ส่วนการตัดสินใจที่ลำบากมากที่สุดของผมคือตำแหน่งเซ็นเตอร์ หลังจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ มีช่วงเวลาที่ย่ำแย่ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล

แต่ผมก็รู้สึกชื่นชมเขามากๆ ที่เขาสามารถกลับมาพิสูจน์ผลงานในสนามได้อีกครั้ง “ขณะที่ ฟาบินโญ่ ที่ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์นั้น แม้เขาจะไม่ใช่กองหลังอาชีพดังนั้นอาจทำให้แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด รู้สึกเคลือบแคลงใจเล็กน้อยว่าสมควรจะเป็น วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ

หรือ เอริค ไบยี่ มากกว่า แต่ผมยังเชื่อว่า ฟาบินโญ่ เป็นกองหลังที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล เขาเล่นเหมือนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กอาชีพดังนั้นจึงเหมาะสมแล้ว” “ส่วนแนวรุก บรูโน่ แฟร์นันด์ส เขากลายเป็นหนึ่งในสตาร์ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และผมคิดว่า

ต้องมี มาร์คัส แรชฟอร์ด อยู่ในทีมด้วย, จริงๆแล้วผมชอบ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ นะแต่ผมก็ชื่นชม มาร์คัส แรชฟอร์ด ด้วยเช่นกัน”

UFABETWINS

เกม “แดงเดือด” ที่สนามแอนฟิลด์ วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคมนี้

เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นแบบทวีคูณ เพราะผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ดูเหมือนสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง และไม่แน่ว่า “ปีศาจแดง” อาจจะเป็นทีมแรกในรอบกว่า 3 ปีที่สามารถบุกมาคว้า 3 คะแนนที่นี่ได้ เหตุผลสำคัญ ที่หลายคน

ค่อนข้างยกให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เหนือกว่าคู่อริร่วมชาติก็คือฟอร์มการเล่นในช่วงหลาย ๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา “เร้ด เดวิลส์” มีเกมบุกที่ดุดัน ส่วนเกมรับก็ตามมาตรฐาน ไม่ได้เหนียวแน่น แต่ก็ไม่เสียประตูง่าย โดยเฉพาะการมี ดาบิด เด เคอา ยืนเฝ้าเสา ในขณะที่

เกมรับของ “หงส์แดง” ตอนนี้ค่อนข้างย่ำแย่ถึงจะเสียประตูน้อย แต่การเสียประตูส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้ทีมทำแต้มหลุดมือไปหลายเกม ที่สำคัญเกมรุกที่ว่าโหดสลัดปลัดบอกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลานี้กลับฝืดเคืองสุด ๆ เกมลีกยิงได้แค่ 1 ลูกจาก 3 แมตช์หลัง

สุดในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

อ่านข่าวอื่นๆได้ที่ >>> UFABETWINS
หน้าแรก >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS ศัตรูที่รัก : ทำไม ดอร์ทมุนด์ ถึงขายนักเตะให้ บาเยิร์น ในราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับทีมอื่น

UFABETWINS โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี, มัตส์ ฮุมเมิลส์ และ มาริโอ เกิทเซ คือ ชื่อของนักเตะที่ย้ายจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

สู่ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรคู่ปรับร่วมบุนเดสลีกาปฏิเสธไม่ได้ว่าการคว้าผู้เล่นเหล่านี้ ส่งผลให้ บาเยิร์น มิวนิค ครองแชมป์ 8 ฤดูกาลติดต่อกัน ขณะที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้ค่าตอบแทนจากนักเตะแต่ละคนไม่ถึง 40 ล้านยูโร บางรายถึงกับเสียแบบฟรี ๆการย้ายทีมแต่ละครั้ง ย่อมมาจากความพอใจของทุกฝ่าย น่าสนใจว่าทำไม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงขายนักเตะสู่ บาเยิร์น มิวนิค ในราคาไม่แพง แตกต่างจากสโมสรนอกเยอรมัน ที่ต้องควักเงินระดับ 100 ล้านยูโร เพื่อคว้า

ของดีจากทัพเสือเหลืองจากเสือเหลืองสู่เสือใต้ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2010-11 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ภายใต้การนำทีมของ เยอร์เกน คล็อปป์ เฮดโค้ชชาวเยอรมันที่ปลุกปั้นนักเตะสายเลือดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มัตส์ ฮุมเมิลส์, มาริโอ เกิทเซ, ชินจิ คางาวะ, นูริ ซาฮิน, เนเวน ซูโบติช, มาร์เซล ชเมลเซอร์, สเวน เบนเดอร์, และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ขึ้นเป็นตัวหลักของทีม แข้งดาวรุ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนสำคัญพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ประสบ

UFABETWINS

ความสำเร็จต่อเนื่องหลายซีซั่น ทั้งการคว้าแชมป์บุนเดสลีกา และเดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 2011-12, รองแชมป์บุนเดสลีกาฤดูกาล 2012–13 และ 2013–14 โดยผลงานสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้น การเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2012–13การยืนระยะเป็นทีมแถวหน้าอย่างยาวนาน ทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อของ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเยอรมันมากที่สุดในรอบหลายปี แฟนบอลทั่วโลกคาดหวังว่า ทัพเสือ

เหลืองจะยกระดับขึ้นมาคู่คี่กับทีมเสือใต้ คล้าย บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด ในสเปนแต่เรื่องดังกล่าวกลับไม่เกิดขึ้น เมื่อ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เสียนักเตะตัวหลักให้ บาเยิร์น มิวนิค อย่างต่อเนื่อง เริ่มด้วยการขาย มาริโอ เกิทเซ ในราคา 37 ล้านยูโร เมื่อปี 2013 ตามด้วยการปล่อยตัว โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี แบบไม่มีค่าตัว เนื่องจากหมดสัญญาในปี 2014 ลงท้ายด้วยการเสีย มัตส์ ฮุมเมิลส์ ในราคา 35 ล้านยูโร ในปี 2016 สรุปแล้ว โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เสียผู้เล่นตัวสำคัญจาก

ชุดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ตั้งแต่ กองหน้า ถึง กองหลัง แลกกับเงินเพียง 72 ล้านยูโร และไม่เคยก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ลีกอีกเลย สวนทางกัน บาเยิร์น มิวนิค นำขุมกำลังชุดนี้เป็นตัวหลักของทีมนานหลายปี กลายเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญช่วยให้ทัพเสือใต้ กลายเป็นแชมป์บุนเดสลีกาติดต่อกัน 8 ฤดูกาลซื้อถูก ขายถูกเหตุผลแรกที่ โบรุสซีย ดอร์ทมุนด์ ขายนักเตะแก่ บาเยิร์น มิวนิค ในราคาถูกจนน่าตกใจ มาจากการซื้อขายนักเตะส่วนมากในบุนเดสลีกา ไม่ได้มีราคาแพงเหมือนลีกอื่น เช่น พรีเมียร์ลีก หรือ ลาลีกา เนื่องจากสโมสรในเยอรมันถูกควบคุมโดยกฎ 50+1 ปราศจาก

นายทุน หรือเศรษฐีจากตะวันออกกลาง เข้ามาเป็นนายทุนหนุนหลัง การย้ายทีมของ มาริโอ เกิทเซ คือตัวอย่างชัดเจนที่สุดในกรณีนี้ ค่าตัว 37 ล้านยูโร ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ระบุไว้ในสัญญาของเกิทเซ ไม่ได้น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะไม่มีนักเตะเยอรมันคนใด เคยย้ายทีมด้วยค่าตัวสูงกว่า 37 ล้านยูโร การย้ายสู่ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2013 ทำให้เกิทเซคือนักเตะชาวเยอรมันที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ (ก่อนถูกทำลายโดย เมซุต โอซิล ซึ่งย้ายจาก เรอัล มาดริด สู่ อาร์เซนอล ด้วยค่าตัว 47 ล้านยูโร ในปีเดียวกัน)หากย้อนกลับไปดูตลาดหน้าร้อนปี

2013 ทีมจากบุนเดสลีกาใช้เงินจำนวนไม่มาก ในการซื้อนักเตะฝีมือดีเข้ามาใช้งาน ยกตัวอย่าง ติอาโก อัลคันทารา ที่ บาเยิร์น มิวนิค ซื้อจาก บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร และ ซน ฮึง มิน ที่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซื้อจาก ฮัมบูร์ก ด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโรขณะเดียวกัน มีการซื้อขายด้วยเม็ดเงินมหาศาลในตลาดหน้าร้อนปี 2013 ของสโมสรจากพรีเมียร์ลีก และลาลีกา เช่น การย้ายทีมของ แกเร็ธ เบล จาก ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ สู่ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลก 101 ล้าน

ยูโร หรือการย้ายทีมของ ฆวน มาตา จาก เชลซี สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวเฉียด 45 ล้านยูโรแฟนบอลส่วนใหญ่จึงมองว่าการย้ายทีมของ มาริโอ เกิทเซ มีราคาถูกกว่าความเป็นจริง เมื่อเทียบกับการซื้อขายในลีกอื่น แต่สำหรับทีมในบุนเดสลีกา เม็ดเงิน 37 ล้านยูโร ที่บาเยิร์น มิวนิค จ่ายให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถือเป็นเม็ดเงินที่สมน้ำสมเนื้อทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎ 50+1 ที่ควบคุมไม่ให้สโมสรฟุตบอลเยอรมันใช้จ่ายเกินตัวการย้ายทีมของ มาริโอ เกิทเซ่ และ มัตส์ ฮุม

เมิลส์ ด้วยราคาไม่ถึง 40 ล้านยูโร จึงถือเป็น “บิ๊กดีล” สำหรับการซื้อขายนักเตะภายในบุนเดสลีกา เนื่องจาก ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ต่างไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถัง จึงเป็นที่รู้กันว่า ในฟุตบอลเยอรมันจะไม่มีการโก่งราคานักเตะเกินจริง ตัวอย่างที่เห็นชัด คือการซื้อ มาริโอ เกิทเซ่ และ มัตส์ ฮุมเมิลส์ กลับสู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดย บาเยิร์น มิวนิค ขายนักเตะทั้ง 2 ราย กลับสู่ต้นสังกัดเก่า ด้วยราคา 22 ล้านยูโร และ 30.5 ล้านยูโร ตามลำดับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์น มิวนิค ซื้อขายนัก

เตะกันด้วยความมืออาชีพ ไม่มีฝ่ายใดโก่งราคากันและกัน หากมองในมุมของการแข่งขัน ทัพเสือเหลือง อาจเสียเปรียบที่เสียนักเตะตัวหลักในราคาถูก แต่หากมองในมุมธุรกิจ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะไม่เสี่ยงกับคำว่า ล้มละลาย เหมือนวิกฤติสโมสร ช่วงต้นทศวรรษ 2000sเพื่อนแท้นอกสนามอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ บาเยิร์น มิวนิค ซื้อขายนักเตะกันในราคาถูก มาจากความสัมพันธ์อันดีของผู้บริหารทั้งสองฝ่าย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากวันอันมืดหม่น

ของทีมดังจากแคว้นนอร์ทไรน์-เวสท์ฟาเลิน ย้อนกลับไปในช่วงหน้าหนาวของฤดูกาล 2004-05 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เสี่ยงต่อภาวะล้มละลาย หลังหุ้นของสโมสรมูลค่าตก 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการใช้เงินเกินตัว โดยหวังรายได้ตอบแทนจากค่าลิขสิทธิ์บอลยุโรป แต่การพลาดตั๋วยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก ฤดูกาล 2003-04 ทำให้สโมสรติดหนี้มหาศาล”เราเกือบจะล้มละลาย เกือบไปแล้วจริง ๆ” ฮันส์ โยอาคิม วัตซ์เก ซีอีโอของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เล่าให้ฟังถึงจุดต่ำสุด

ของทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้สโมสรรอดจากภาวะวิกฤติ ทั้ง การขายชื่อสนามจาก เวสฟาเลินสตาดิโอน สู่ ซิกนัล อิดูนา พาร์ค และตัดเงินเดือนนักเตะทั้งทีมจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ แต่จนแล้วจนรอด ทัพเสือเหลือง ต้องหลังพิงฝากับสถานะการเงินที่ไม่แน่นอนอยู่หลายปีหนึ่งทีมที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยามยาก คือ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรจากแคว้นบาวาเรีย ที่เสนอเงินจำนวน 2 ล้านยูโร ให้ทัพเสือเหลืองนำไปยืมโดยไม่คิด

ดอกเบี้ย เพื่อนำไปจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ ซึ่งเป็นภาระใหญ่ของสโมสรนับแต่นั้น ความสัมพันธ์ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และบาเยิร์น มิวนิค ดำเนินมาด้วยดีตลอด แม้ในวันที่ทั้งสองทีมก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์บุนเดสลีกา ตลอดทศวรรษ 2010s ผู้บริหารทั้ง 2 สโมสร ยังคงทำงานร่วมกันในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาฟุตบอลลีกเยอรมันอย่างยั่งยืนดร. ไรห์นฮาร์ด เราบอล ประธานสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับ

บริษัท เดเอฟแอล จำกัด ช่วงปี 2016-2019 เช่นเดียวกับ บาเยิร์น มิวนิค ที่ส่ง ยาน คริสเตียน ดรีเซน หนึ่งในผู้บริหารของบริษัท เอฟเซ บาเยิร์น มิวนิค จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นบอร์ดบริหารของเดเอฟแอล ตั้งแต่ปี 2016หากตัดความบาดหมางในสนามออกไป ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีเป้าหมายเดียวกันคือพัฒนาฟุตบอลเยอรมัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าเหตุใด ทั้งสองฝ่ายจึงซื้อขายนักเตะด้วยราคาถูก รวมถึงยื่นมือช่วยเหลือกันในยามลำบากแม้ใน

ปี 2019 ได้มีรายงานจาก Bild สื่อดังของเยอรมันว่า โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะไม่ขายผู้เล่นให้บาเยิร์น มิวนิค อีกต่อไป แต่เหตุผลแท้จริงเบื้องหลังเรื่องนี้ เนื่องจากทัพเสือเหลืองมองเห็นว่า การขายนักเตะออกนอกบุนเดสลีกา สามารถสร้างรายได้ให้พวกเขามากกว่า ไม่ได้มาจากความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นของ 2 ทีม แต่อย่างใด ปัจจุบัน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หากำไรมหาศาลจากส่งออกนักเตะสู่ตลาดโลก ไล่ตั้งแต่ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง, เฮนริกห์ มคิตาร์ยาน, อุสมาน

UFABETWINS

เดมเบเล หรือ คริสเตียน พูลิซิช ด้วยค่าตัวคนละมากกว่า 40 ล้านยูโร เนื่องจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มองเห็นว่า ทีมจากอังกฤษ และสเปน มีกำลังเงินมากกว่า และพร้อมจ่ายหนักเพื่อคว้านักเตะที่ต้องการสวนทางกัน นักเตะที่กล่าวมาข้างต้น แทบไม่ได้รับความสนใจจาก บาเยิร์น มิวนิค เนื่องจากทัพเสือใต้รู้ดีว่า ไม่มีเงินมากพอจะแย่งผู้เล่นเหล่านั้น บาเยิร์น มิวนิค จึงหันไปค้นหาของดีราคาถูก เช่น แซร์จ นาบรี หรือ อัลฟองโซ เดวีส์ มาปลุกปั้น ด้วยตัวเอง จนผลิดอกออกผลในปัจจุบันการขายนักเตะด้วยราคาแพงสู่ต่างประเทศของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะนำผลดีกับมา

สู่ฟุตบอลเยอรมัน เพราะสุดท้าย ทัพเสือเหลืองจะนำเงินที่ได้มาซื้อนักเตะในประเทศต่ออีกที สโมสรในเยอรมันทั้งหมด จะมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงล้มละลาย เหมือนที่หลายสโมสรเคยประสบเป้าหมายที่ต้องการเห็นฟุตบอลเยอรมันแข็งแกร่ง นำมาสู่การซื้อขายแบบไม่เก็งกำไร ไม่โก่งราคา ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กัย บาเยิร์น มิวนิค ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อใครที่ไหน หากไม่ใช่ 2 สโมสรแห่งนี้ ที่ต้องการพัฒนาสโมสรให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืน

 

คลิ๊กเลย >>>  UFABETWINS

อ่านข่าวเพิ่ม >>>  บ้านผลบอล

UFABETWINS กับดักความ(ไม่)สำเร็จ : เหตุใดรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ถึงทำผลงานได้น่าผิดหวังในปีถัดมา?

UFABETWINS การคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ คือความฝันของนักอเมริกันฟุตบอลทุกคน เป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เล่นในลีก NFL

ซูเปอร์โบวล์ เป็นเหมือนเวทีแห่งความฝัน แต่การพ่ายแพ้ในเกมชิงแชมป์ เปรียบเสมือนฝันร้ายของทีมรองแชมป์ และทางเดียวที่พวกเขาจะกลับไปถอนความเจ็บปวดนั้น คือการกลับไปคว้าแชมป์ในซูเปอร์โบวล์อีกครั้ง ในขณะที่กีฬาอื่น เราได้เห็นผู้แพ้กลับมาทำผลงานได้ดีในฤดูกาล

ถัดมาและล้างตากลับไปคว้าแชมป์ แต่สำหรับ NFL หลายทีมที่แพ้ในซูเปอร์โบวล์กลับทำผลงานได้น่าผิดหวังในปีถัดมา และหลายทีมไม่สามารถกลับไปท้าชิงแชมป์ซูเปอร์โบวล์ นานหลายปี เหตุผลมาจากอะไร? ติดตามไปพร้อมกับเรา บาดเจ็บจากศึกหนัก NFL คือลีกกีฬาที่อันตราย

ที่สุดในโลก เพราะอเมริกันฟุตบอล คือหนึ่งในการแข่งขันที่สร้างอาการบาดเจ็บให้กับผู้เล่นมากที่สุด มีงานวิจัยเผยว่า นักกีฬาประเภทนี้มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบบริเวณศีรษะมากกว่านักมวยสากลที่หัวของพวกเขา คือหนึ่งในเป้ารับหมัดเสียอีก สำหรับนักกีฬาใน NFL อาการบาด

เจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และหลายครั้งทีมรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ได้รับความเสียหายครั้งใหญ่หลังจากผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บ ฤดูกาล 2011 พิตส์เบิร์ก สตีลเลอร์ส ต้องเจอปัญหาใหญ่ในเรื่องอาการบาดเจ็บของควอเตอร์แบ็คคนเก่งของทีม เบน โรธิสเบอร์เกอร์ หลังจากฤดูกาลก่อน

หน้า พวกเขาไปแพ้ในซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 45 ให้กับ กรีนเบย์ แพ็คเกอร์ส แม้ว่าจอมทัพร่างใหญ่จะพลาดการลงสนามแค่ 1 เกม แต่ตลอดทั้งฤดูกาล เขาต้องแบกรับอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าซ้าย ทำให้เขามีเรตติ้งควอเตอร์แบ็คน้อยที่สุดในรอบ 3 ฤดูกาลหลังสุด รวมถึงเป็นครั้งแรก

ตั้งแต่เข้าลีก NFL เมื่อปี 2004 ที่เขาทำทัชดาวน์จากการวิ่งไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว อาการบาดเจ็บของโรธิสเบอร์เกอร์ส่งผลให้เกมรุกของสตีลเลอร์ร่วงลงอย่างน่าใจหาย กลายเป็นทีมที่มีเกมบุกดีเป็นเพียงอันดับ 21 ของฤดูกาล (จาก 32 ทีม) ซึ่งไม่ดีพอที่จะเป็นทีมลุ้นแชมป์อย่าง

แน่นอน จากแชมป์สาย AFC ในฤดูกาล 2010 พวกเขากลับไม่สามารถคว้าแชมป์กลุ่ม AFC North ได้ในปีถัดมา แม้สุดท้ายจะผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟไปได้ แต่ทีมคนเหล็กต้องไปตกรอบ แพ้ตั้งแต่เกมแรกของรอบตัดเชือก ถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวัง สำหรับทีมที่ถูกคาดหมายเป็นเต็ง

แชมป์ก่อนเริ่มฤดูกาล ปีถัดมา นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ รองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 46 ต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บเช่นกัน โดยคราวนี้ไม่ได้เกิดกับควอเตอร์แบ็ค แต่เป็นปีกในหรือไทต์เอนด์ตัวเก่งของทีมอย่าง ร็อบ กรองคาวสกี หลังจากระเบิดผลงาน 20 ทัชดาวน์ตลอดฤดูกาล 2011

(รวมฤดูกาลปกติและรอบเพลย์ออฟ) กรองคาวสกีต้องเผชิญหน้าอาการบาดเจ็บบริเวณแขนซ้ายตลอดทั้งฤดูกาลและได้ลงสนามเพียง 11 เกมในฤดูกาลปกติ ก่อนที่สุดยอดปีกนอกรายนี้จะได้รับบาดเจ็บหนักตั้งแต่ควอเตอร์แรกในเกมเพลย์ออฟนัดแรกของทีมนักรบกู้ชาติ จนส่งผลให้

นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ อดเข้าไปแก้มือในซูเปอร์โบวล์ เพราะแพ้ในเกมชิงแชมป์สาย AFC ด้วยการถูก บัลติมอร์ เรเวนส์ ถล่มยับด้วยสกอร์ 28 ต่อ 13 การไม่ได้เป็นแชมป์ซูเปอร์โบวล์ถือเป็นผลงานอันน่าผิดหวังเสมอสำหรับทีมนิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ ในยุคของ ทอม เบรดี และยังคง

UFABETWINS

เป็นสิ่งที่คาใจแฟนไม่น้อยว่าหาก ร็อบ กรองคาวสกี ไม่ได้รับอาการบาดเจ็บ บางทีทีมนักรบกู้ชาติอาจเข้าไปล้างตา คว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ในฤดูกาลนั้นมาครองก็เป็นได้ อีกหนึ่งทีมที่โดนอาการบาดเจ็บทำพิษจนผลงานน่าผิดหวังหลังจากเข้าไปแพ้ในซูเปอร์โบวล์คือ แคโรไลนา

แพนเธอร์ส ทีมซึ่งพลาดคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 50 และก็เป๋ยาวๆในฤดูกาล 2016 ฤดูกาลก่อนหน้านั้นทีมเสือดำระเบิดผลงานชนะ 15-1 ในฤดูกาลปกติ พร้อมกับควอเตอร์แบ็ค แคม นิวตัน ที่คว้าตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP หลังระเบิดผลงาน 45 ทัชดาวน์

(รวมทั้งการขว้าง และวิ่ง) แต่ไม่ใช่กับปีถัดมา แคม นิวตัน โดนอาการบาดเจ็บกระทบกระเทือนทางสมองเล่นงานบวกกับปัญหาด้านความประพฤติ ทำให้ซูเปอร์แคมมีเรตติ้งควอเตอร์แบ็คในฤดูกาลนั้นน้อยที่สุดตั้งแต่เข้ามาเล่นในลีก NFL เมื่อปี 2011 และมีเปอร์เซนต์ความแม่นยำ

ในการขว้างลูกเพียง 52.9 เปอร์เซนต์ น้อยที่สุดในการเล่นอาชีพจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ตัวของนิวตันทำทัชดาวน์รวมจากการขว้างและวิ่งลดจาก 45 เหลือเพียง 24 ทัชดาวน์ เมื่อผลงานของจอมทัพตกต่ำจาก 15-1 ในฤดูกาลก่อนหน้า ทัพเสือดำจบฤดูกาล 2016 ด้วยผลงานชนะ 6

แพ้ 10 ห่างกันราวฟ้ากับเหว จนกลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่โดนอาถรรพ์รองแชมป์ซูเปอร์โบวล์เข้าเล่นงานแบบเต็มๆ อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับทีมรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ในฤดูกาลถัดมาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอาถรรพ์หรือความบังเอิญ แต่เป็นเพราะผู้เล่นเหล่านี้ต้องกรำศึกหนักในเกมคนชน

คนมากกว่าทีมอื่น 3 หรือ 4 เกม คือจำนวนที่ทีมเข้าชิงซูเปอร์โบวล์ต้องเล่นในรอบเพลย์ออฟ แม้จะเหมือนจำนวนไม่เยอะ แต่เพียงเท่านี้ก็เพิ่มโอกาสบาดเจ็บของนักกีฬาขึ้นมาอย่างมาก เพราะเมื่อรวมเกมในฤดูกาลปกติ 16 เกม เท่ากับว่าทีมที่เข้าชิงซูเปอร์โบวล์ ต้องลงเล่น 19-20

เกมในฤดูกาลนั้น พวกเขาต้องเสี่ยงเอาร่างกายไปปะทะกับผู้เล่นคนอื่นอีกหลายสิบครั้ง มากกว่านักกีฬาทีมอื่นที่ชิงตกรอบไปก่อน ดังนั้น ขุมกำลังของทีมรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์จึงมักไม่เต็มร้อยยามเริ่มต้นฤดูกาลถัดไป ดูได้จากรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ทีมล่าสุด ในครั้งที่ 54 อย่าง

ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ที่มีผู้เล่นได้รับบาดเจ็บก่อนเริ่มฤดูกาลหลายคน เช่น จอร์จ คิทเทิล, ดีโบ ซามูเอล, ไคล์ ยูสเช็ค, นิค โบซา และ ดี ฟอร์ด ซึ่งล้วนเป็นกำลังหลักพาทีมเข้าสู่ซูเปอร์โบวล์ จนสื่อเริ่มมองว่าทัพคนตื่นทองจะเป็นอีกทีมที่โดนอาถรรพ์รองแชมป์ซูเปอร์โบวล์

เล่นงานด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ กดดันและเจ็บปวด สำหรับนักกีฬา ความพ่ายแพ้ย่อมเจ็บปวดเสมอ แต่สำหรับนักอเมริกันฟุตบอล ไม่มีความเจ็บปวดไหนจะหนักหนาไปกว่าการแพ้ในซูเปอร์โบวล์ ไม่มีทีมไหนอยากจะคว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ไปมากกว่าในทีมรองแชมป์ในฤดูกาลก่อน

แต่ทุกอย่างจะไม่ง่ายเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะหลายครั้งทีมที่เข้าชิงซูเปอร์โบวล์อาจเป็นม้านอกสายตาหรือทีมระดับกลางที่ใช้เวลาสร้างทีมมาหลายปีจนพร้อมเพื่อจะท้าชิงแชมป์ แต่หลังจากเข้าสู่ซูเปอร์โบวล์ ความกดดันมหาศาลจะกลับมาสู่ทีมรองแชมป์ที่ถูกตั้งความคาดหวังจากทั้ง

UFABETWINS

สื่อ, แฟนบอล รวมถึงผู้เล่น และทีมงานโค้ช ว่าปีนี้จะต้องกลับไปแก้มือให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป้าหมายการเป็นแชมป์สถานเดียวที่หนักอึ้งอยู่บนไหล่ของทีมรองแชมป์ซูเปอร์โบวล์ ทำให้หลายทีมไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่หวัง ไม่ใช่แค่แบกรับความกดดันไม่ไหว แต่บาดแผล

จากความเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจผู้เล่น “ผมแพ้ในซูเปอร์โบวล์มา 3 ครั้ง และทุกครั้งมันเจ็บปวดเกินรับไหว” ทอม เบรดี สุดยอดควอเตอร์แบ็คแห่งยุคสมัย เจ้าของแหวนแชมป์ 6 วง กล่าวถึงประสบการณ์ความพ่ายแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ

“ทุกครั้งที่แพ้ คุณจะจดจำไปตลอด ไม่มีวันลืม คุณจะจำความรู้สึกพวกนั้นได้หมด เพราะมันเพิ่งเกิดเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง และจะอยู่กับคุณไปตลอด รู้ไหมผมไม่เคยลืมความรู้สึกที่ผมแพ้ซูเปอร์

โบวล์ครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2007 (ในซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 42 ซึ่งเป็นครั้งที่พวกเขาพลาดโอกาสทำเพอร์เฟกต์ ซีซั่น ชนะรวดทุกนัดจนกระทั่งคว้าแชมป์) ได้เลย”

 

คลิ๊กเลย >>> UFABETWINS

อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS บุญธรรม ภาคโพธิ์ : เชฟกระทะเหล็กที่นำแนวคิดร้านอาหาร มาทำธุรกิจมวยไทยออนไลน์

UFABETWINS จะมีสักกี่คนที่พลิกวิกฤติถึงสองครั้งให้เป็นโอกาส ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ?

บุญธรรม ภาคโพธิ์ เชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่น และเจ้าร้านอาหารฮอนโมโน ซูชิ คือ คน ๆ นั้น จากยอดขายที่ลดเหลือวันละ 0 บาท เขาปรับตัวสู่รูปแบบออนไลน์ มาขายอาหารเดลิเวอรี่ จนกลับมามียอดวันละหลายแสนบาท ในเวลาเดียวกัน วงการมวยไทยต้องหยุดชะงัก

ไม่สามารถจัดแข่งขันได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ เชฟบุญธรรม ในฐานะหัวหน้าค่ายมวยศิษย์เชฟบุญธรรม และโปรโมเตอร์เวทีมวยราชดำเนิน แทนที่เขาจะจำนนกับปัญหา บุญธรรม ภาคโพธิ์ เลือกเดินหน้าจัดมวยไทยรูปแบบใหม่ ที่ถ่ายทอดสดบนแพลทฟอร์มออนไลน์

บน Youtube และ Facebook “ช่อง 44 เชฟบุญธรรม” พร้อมกับเดิมพันครั้งสำคัญ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งผู้จัดในเวทีราชดำเนิน เพื่อมาลุยสุดตัวกับการจัดมวยผ่านทางออนไลน์อย่างเต็มตัว ที่รับชมได้ทั่วโลก เชฟบุญธรรม บอกกับเราว่า “นี่ไม่ใช่การทดลอง แต่คือก้าวใหม่

ทางธุรกิจ” หลังมองเห็นความสำเร็จ จากการปรับตัวขายอาหารแบบเดลิเวอรี่่ เพียงแค่เดือนแรก ศึกเชฟบุญธรรม มวยไทยออนไลน์ ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี และเสียงชื่นชม ถึงมาตรฐานการตัดสินตามอาวุธ โดยไม่สนราคาหน้าเสื่อ น่าสนใจว่า เชฟบุญธรรม นำแนวคิด

และวิธีบริหารธุรกิจร้านอาหาร มาปรับใช้กับการจัดศึกมวยไทยออนไลน์ของเขาได้อย่างไร ? อะไรคือจุดเริ่มต้นแนวคิดการจัดมวยไทยออนไลน์ของคุณ ผมไม่เคยมีแนวคิดทำร้านอาหารแบบเดลิเวอรี่ หรือโฆษณาทางออนไลน์ แต่พอเกิดโควิด หน้าร้านเปิดไม่ได้ รายได้ที่เคยมีก็

ขาดหาย พูดตรง ๆ คือ ต้องดิ้นรน ร้านของผม (ฮอนโมโน ซูชิ) จึงเข้าสู่ระบบเดลิเวอรี่ ขายอาหารออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมตั้งเป้าขายได้วันละ 2 หมื่น เนื่องจากใช้พนักงานน้อยลง ตอนนั้นไม่มีแผนการตลาด อยากขายอะไรก็ขาย เพราะว่าเวลานั้น ไม่มีรายรับทางอื่น มีแต่ราย

จ่าย เวลาผ่านไป ยอดขายเราเพิ่มเป็นวันละ 4 หมื่น 5 หมื่น ขยับเป็นหลักแสน จนถึง 5 หรือ 6 แสนบาทต่อวัน ผมจึงมองว่า การโปรโมตทางออนไลน์เต็มรูปแบบ คนสามารถเข้าถึงและซื้ออาหารเหมือนขายหน้าร้าน เมื่อเราปรับซ้ายขวา ธุรกิจเดินไปได้ ประจวบกับช่วงนั้น มวยไม่มีการ

แข่งขัน ทุกอย่างหยุดไปหมด ผมก็มองว่าวันหนึ่ง มวยอาจจะกลับมาชก แต่เป็นในระบบปิด ไม่มีคนดู ผมจึงคิดว่า ทำมวยออนไลน์ด้วยดีกว่า ถ่ายทอดให้ผู้ชมทางบ้านดูฟรี รายได้ก็มาจากการขายสปอนเซอร์ หลังจากปรึกษากับเพื่อนฝูง ผมมาวิเคราะห์ต่อว่า โอกาสการจัดมวยออนไลน์

เป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งผมมองว่า มันเป็นไปได้ เพราะค่าสปอนเซอร์คงไม่แพงเหมือนทีวี อิสระการทำงานก็มากขึ้น เช่น เรื่องเวลา เพราะเราไม่ต้องไปซื้อจากใคร ใช้การไลฟ์สดทาง Facebook และช่อง Youtube ที่มีอยู่ การจัดมวยออนไลน์ ถือว่าใหม่มากในบ้านเรา คุณมอง

เห็นอะไรจากธุรกิจรูปแบบนี้ เหตุผลแรกคือ ผมอยากทำให้วงการมวยกลับมาคึกคัก คนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ เขาจะได้ดูมวยไทยของแท้ มวยค่าตัว เรือนหมื่น เรือนแสน ผมเชื่อว่ามันต้องเกิดขึ้นได้ แม้ในวงการมวยบ้านเรา จะยังไม่เคยมีใครถ่ายออนไลน์ เพื่อขายโฆษณา

ถ้าเราตั้งราคาให้ต่ำ ไม่แพงมากเหมือนทีวี ผมมองว่า มีโอกาสที่สปอนเซอร์จะเข้ามาหาเรา เพราะเป้าหมายของเรา คือ การทำให้แฟนมวยหันมาดูเยอะๆ โดยที่เขาไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท อย่างที่สองคือ ผมต้องการต่อยอดทางธุรกิจ ผมเป็นโปรโมเตอร์เวทีราชดำเนินมา 2 ปี

ผมเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ การอยู่ตรงนั้น ผมเป็นได้แค่โปรโมเตอร์ ต่อยอดได้แค่ชื่อเสียง แต่ต่อยอดธุรกิจไม่ได้ การออกมาจัดมวยออนไลน์ ผมมองว่า โมเดลธุรกิจนี้ หรือแพลตฟอร์มการถ่ายทอด มันเป็นสมบัติของเราทั้งหมด ผมว่ามันน่าจะดีกว่า

ก่อนจะออกมาเป็น “ศึกเชฟบุญธรรม มวยไทยออนไลน์” ในแบบที่ผู้ชมเห็น ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ? ผมเริ่มต้นด้วยการเปิดธุรกิจ เป็นรูปแบบบริษัท หาผู้ลงทุนร่วมกัน โดยที่ผมถือหุ้นใหญ่ ใครสนใจก็เข้ามา ก็มีเพื่อนที่ชื่นชอบมวย และพาร์ทเนอร์ที่ทำธุรกิจด้วยกัน

เข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งต้องแยกให้ชัดเจนว่า คนเหล่านี้คือหุ้นส่วน ไม่ใช่สปอนเซอร์ หลังจากนั้น ผมเริ่มฟอร์มทีมงานขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น กรรมการ, นักมวย หรือออแกไนซ์ ที่จะเข้ามาจัดโชว์ของเรา สำหรับนักมวย ผมโทรหาโปรโมเตอร์ใหญ่ตามค่ายต่าง ๆ เพื่อถามความเป็นไปได้ในการดึง

นักมวยแต่ละคน โชคดีที่ตอนนั้น มวยเวทีใหญ่ยังไม่จัด ทุกคนก็เห็นว่าส่งมวยมาต่อยกับผม ค่าตัวอาจจะไม่มากเท่าที่เคยได้ อาจจะลดครึ่งหนึ่ง ก็ดีกว่าซ้อมอยู่เปล่าๆ ถือว่าช่วยเหลือกัน ไม่มีใครเคยทำมวยออนไลน์มาก่อน คุณมองว่าธุรกิจนี้มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ถามว่ามี

ความเสี่ยงไหม มีแน่นอน แต่มวยฟรีก็มีให้เราเห็น อย่างมวยช่อง 7 เขาไม่ได้เก็บค่าตั๋ว อยู่ได้เงินจากเพราะสปอนเซอร์เหมือนกัน ความแตกต่าง คือ เขาถ่ายทอดทางทีวี ส่วนผมถ่ายออนไลน์ ผมเป็นโปรโมเตอร์มวยเวทีมาตรฐานมา มองเห็นว่า มวยในเมืองไทยต่อให้เก็บค่าตั๋ว ใช่ว่าจะ

รอด ถ้ามันจะรอด ก็จำเป็นต้องพึ่งพาสปอนเซอร์ด้วย ผมคิดว่านี่คือแนวทางใหม่ ตอนนี้มีสปอนเซอร์หลายราย ติดต่อเข้ามา เพียงแต่ว่าเขาขอดูยอดผู้ชมของเราก่อน หากมองในรูปแบบธุรกิจ การจัดมวยออนไลน์วันนี้ ถือเป็นการลงทุน ผมมีงบอยู่ก้อนหนึ่งที่กำหนดว่า เงินก้อนนี้สามารถ

ทำมวยได้กี่เดือน เพราะการทำธุรกิจ ตัวเลขต้องชัดเจน เราจะหว่านไม่ได้ ผมต้องขีดเส้นว่า แต่ละไตรมาสใช้เงินเท่านี้ ส่วนนี้คือ เงินของเราที่ลงทุนไป โอเค ช่วงแรกอาจขาดทุนหลักแสน หลักหมื่น แต่ถ้าสปอนเซอร์เข้ามา ไตรมาสหน้า อาจจะไม่ขาดทุน ก็ว่ากันเป็นไตรมาสไป

จุดขายของร้าน ฮอนโมโน ซูชิ คือวัตถุดิบสด และคุณภาพดี แล้วจุดขายของ ศึกเชฟบุญธรรม มวยไทยออนไลน์ คืออะไร ? อันดับแรก มวยเราต้องดีก่อน คู่มวยเราเปิดออกมา คนดูต้องรู้สึกว้าว, อยากดู อย่าง ร้าน ฮอนโมโน ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ขายแต่อาหารคุณภาพดี ช่วงที่ผมขาย

UFABETWINS

เดลิเวอรี่ ทำโปรโมชั่นข้าวหน้าปลาไหล 1 แถม 1 บางคนอยู่สมุทรสาคร ยอมจ่ายค่าส่ง 550 บาท เพื่อซื้ออาหาร 450 บาท เดือนนั้นผมขายปลาไหลจนซัพพลายเออร์ไม่มีของส่ง (หัวเราะ) ดังนั้น ผมมองว่า ถ้ามวยออนไลน์จะประสบความสำเร็จ ต้องเกิดจากการคู่มวยดี ๆ เหมือนกับ

วัตถุดิบที่เรานำมาทำอาหาร เมื่อไหรที่เราประกบคู่แบบสูสี มวยในสังกัดเราก็เจอของแข็งได้ โอกาสที่คนจะรู้จักศึกมวยเรา ก็เร็วขึ้น เมื่อมีคนติดตาม ก็เกิดกระแสขึ้นในวงการ อันดับสอง คือ เรื่องการตัดสิน หลายครั้งที่ผมดูมวย ผมเห็นว่า มันมีหน้าเสื่อมาเกี่ยวข้อง ผมทำธุรกิจ

ผมไม่เข้าใจว่า หน้าเสื่อคืออะไร ? ผมก็พยายามตีโจทย์ จนเห็นว่า ปัญหามันมาจากจุดเริ่มต้น คือ เรื่องราคาต่อรอง หน้าเสื่อ จนกลายเป็นบรรทัดฐานให้มวยคนจัดได้เปรียบ ถ้าเราทำให้เห็นว่า มวยของศึกเชฟบุญธรรม แพ้ชนะได้หมด ขึ้นอยู่กับการออกอาวุธของนักมวย ก็น่าจะละลาย

พฤติกรรมนี้ได้ไม่ยาก ผมมาทำมวยออนไลน์ ผมยึดหลักความยุติธรรมในการตัดสิน เรื่องหน้าเสื่อไม่ต้องมี แพ้คือแพ้ ชนะคือชนะ เราต้องปรับให้เป็นสากลมากที่สุด หลายครั้งชาวต่างชาติมาดูมวยไทย เห็นคนเตะแทบตายแต่ไม่ชนะ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่า วันนี้เราทำมวย

แบบนั้นไม่ได้แล้ว ถ้าจะให้มวยไทยเติบโตในวันข้างหน้าจะตัดสินแบบนี้ไม่ได้ การทำธุรกิจร้านอาหาร กับธุรกิจมวยออนไลน์ ต่างกันมากน้อยแค่ไหน มีทั้งแตกต่าง และไม่แตกต่าง ส่วนที่ไม่ต่างคือ การลงทุน ร้านอาหารเปิดมาช่วงเดือนแรก ไม่มีคนรู้จัก มันก็คือความเสี่ยงที่เราจ่ายเงิน

ไปก่อน จากนั้นเราต้องพยายามหาลูกค้าเข้ามา อาจจะออกโปรโมชั่น หรือทำการตลาดเพื่อเข้าถึงคนหมู่มาก พอลูกค้าเข้ามาแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขาซื้ออาหารจากเราอย่างต่อเนื่อง มวยก็เหมือนกัน วันนี้ผมลงทุนไป ต้องหาจุดขายของรายการให้ได้ว่า คนดูเข้ามาดูแล้ว เขามั่นใจอะไร

ทำไมเขาถึงอยากมาดู, ทำไมเขาถึงต้องดูศึกมวยของเรา ถ้าผมตอบโจทย์นี้ได้ ยอดคนดูที่เข้ามาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับส่วนที่แตกต่าง ธุรกิจมวยออนไลน์มันไม่เหมือนกับร้านอาหาร การขายอาหารคือ เราขายสินค้าแลกกับเงิน ขายได้กี่กล่อง ก็ได้เงินเท่านั้น มันมีกำไรในตัวมันเอง

ขึ้นอยู่แค่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย แต่มวยออนไลน์ ตอนนี้เราขายอากาศ ขายความฝันไปก่อน ไม่รู้สปอนเซอร์จะเข้ามาไหม โอเค ตอนนี้เราตั้งเป้าอยากได้เจ้านี้เข้ามาสนับสนุน แต่การที่จะให้เขาซื้อเราไม่ใช่เรื่องง่าย มวยเราต้องมีอายุก่อน ชกมาแล้วกี่ไฟต์ ยอดคนดูตกลงไหม ส่วนนี้เรา

UFABETWINS

ต้องเอาทั้งแพลทฟอร์มไปขายให้เขา ไม่เหมือนอาหารที่ขายเป็นจาน มันก็จะยากกว่า หน้าที่ของคุณเปลี่ยนไปมากแค่ไหน จากฐานะโปรโมเตอร์ กับสู่การเป็น ผู้ทำธุรกิจสปอร์ตเอนเตอร์เทนอย่างเต็มตัว การจัดมวย กับ การทำธุรกิจมวย มันแตกต่างกัน คนเป็นโปรโมเตอร์ใจต้องใหญ่

เจอใครก็หยิบเงินให้ แต่การทำธุรกิจมวย เงินทุกบาทต้องลงบัญชีให้ชัดเจน มีการประชุมกันรายเดือน ดูว่าค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง ผมจะเห็นตัวเลขรายรับ-รายจ่ายทั้งหมด ตอนที่ผมเป็นโปรโมเตอร์ในราชดำเนิน ตอนนั้นทำคนเดียว ไม่ได้อยู่ในรูปแบบบริษัท ผมมีงบเท่านี้

อยากจัดมวยดี ก็อัดเงินเข้าไป กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง ไม่เป็นไร แต่พอจัดมวยออนไลน์ในรูปแบบบริษัท มีการทำงบชัดเจน มันก็ต้องมีระเบียบมากขึ้น เพื่อผลดีของบริษัทที่จะได้รู้ทิศทางการเงินในวันข้างหน้า ผมเองก็ชัดเจนว่า ถ้าธุรกิจนี้เดินต่อไม่ได้ มันก็ต้องปิดตัวลง หากเดินต่อได้

บริษัทก็เติบโต หุ้นส่วนทุกคนของผม ทำธุรกิจกันอยู่แล้ว เขาเข้าใจดีว่า การลงทุนมันเป็นอย่างไร คุณจัด ศึกเชฟบุญธรรม มวยไทยออนไลน์ มาแล้ว 4 นัด เรียนรู้อะไรบ้างจากช่วงเวลาที่ผ่านมา การทำมวยออนไลน์ ถือว่าใหม่สำหรับผมมาก ผมเรียนรู้อะไรหลายอย่าง พยายามดูมวย

ศึกต่างๆที่เขาทำกัน โดยเฉพาะมวยต่างชาติ เรียนรู้เรื่องมุมกล้อง การถ่ายทอดสด โปรดักชั่นรายการจากเขา เพื่อนำมาปรับแต่งเข้ากับมวยของเรา ตอนนี้ผ่านมา 4 นัด หลังจบแต่ละนัด เราเอาเทปย้อนหลังมาดู เพื่อพูดคุยกันว่า อยากแก้ไขตรงไหนในที่ประชุม ยกตัวอย่าง เรื่องการ

ถ่ายทอด จากที่ผมเคยทำแต่อาหาร วันนี้ต้องมานั่งดูมุมกล้อง ภาพที่ออกมามันสวยไหม ก็พูดคุยกับทีมงานออแกไนซ์ ทุกวันนี้ผมต้องดูแลมากขึ้น คุยกับทีมงานมากขึ้น เป็นระบบกว่าเดิม แม้กระทั่งนักมวย จากที่ขึ้นชกอย่างเดียว เดี๋ยวนี้ต้องมาซ้อมคิว ซ้อมมุมกล้องกันก่อน สำหรับผม

มวยออนไลน์ มันไม่ใช่การตั้งกล้อง 4 ตัว แล้วถ่ายทอดสด แบบนั้นใครก็ทำได้ เหมือนคนไลฟ์สดมวยใน Facebook เราต้องมองว่ารอบเวทีคืออะไร ธุรกิจจะไปต่ออย่างไร เรื่องนั้นสำคัญกว่า

คลิ๊กเลย >>> https://www.ufabetwins.com/

อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS ตบเท้า 16 ทีมพร้อมโม่แข้ง! ศึกลูกหนังไทยวีเมนส์ลีก ฤดูกาล 2020-2021

UFABETWINS ฝ่ายจัดการแข่งขันและกิจกรรม ร่วมกับ ฝ่ายฟุตบอลหญิงสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จัดงานแถลงข่าวการแข่งขันฟุตบอลหญิง

ไทยวีเมนส์ลีก ฤดูกาล 2020-2021 ซึ่งการแข่งขันจะแบ่งออกเป็น ไทยวีเมนส์ลีกดิวิชั่น 1 และ ไทยวีเมนส์ลีกดิวิชั่น 2 ภายในงานแถลงข่าว นำโดย พล.ต.อ.ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, พลัฏฐ์ สุวรรณาเมธากร ผู้อำนวยการกองบริหารงานและ

มาตรฐานกีฬาอาชีพการกีฬาแห่งประเทศไทย, พาทิศ ศุภะพงษ์ เลขาธิการสมาคมฯ, ศิริมา พานิชชีวะ อุปนายกฝ่ายฟุตบอลหญิงสมาคมฯ, ปิยภัทร สิโรบล รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศสมาคมฯ, เอกพล พลนาวี หัวหน้าฝ่ายจัดการแข่งขันสมาคมฯ และเชน ขำวิลัย หัวหน้าฝ่ายเทคนิค

สมาคมฯ พร้อมด้วยตัวแทนทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลหญิง ไทยวีเมนส์ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ทั้ง 16 ทีม ประกอบด้วย ดิวิชั่น 1 ดังนี้ โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี (แชมป์เก่าร่วม), บีจี-บัณฑิตเอเชีย (แชมป์เก่าร่วม), ฟุตบอลหญิง สโมสรทหารอากาศ ,กรุงเทพมหานคร

,โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง ,บีอาร์ยู บุรีราษฏร์ ,เอ็มเอช นครศรี เอฟซี และสมาคมกีฬาฟุตบอลจังหวัดชลบุรี ส่วน ดิวิชั่น 2 ประกอบด้วย ลพบุรี ซิตี้ ,พราม แบงค็อก ,หินโคน ยูไนเต็ด ,สโมสรกีฬาราชประชา ,สโมสรฟุตบอลขอนแก่น ซิตี้, มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เอฟซี,โรงเรียนกีฬา

กรุงเทพมหานคร และบี.เอส.แอล ดับเบิ้ลยู เอฟซี โดย พล.ต.อ.ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “การพัฒนาฟุตบอลหญิง เราก็คุยกันว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทำฟุตบอลหญิงมีลีก สิ่งแรกที่สมาคมฯ ทำก็คือทำให้สโมสรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เหมือนทีมฟุตบอลชาย

ทำไมต้องเป็นนิติบุคคล ทำไมสโมสรฟุตบอลหญิงที่เข้าร่วมการแข่งขันลีกฟุตบอลหญิง ต้องเป็นนิติบุคคล เพราะว่าฟุตบอลชายอาชีพ ได้รับเงินสนับสนุนจากสมาคมฯ เงินที่มาเหล่านั้น ทั้งจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย และ สปอนเซอร์ ได้นำไปใช้อย่างถูกต้อง ตามข้อบังคับ”

“แต่ที่ผ่านมา เราไม่สามารถให้เงินสนับสนุนสโมสรฟุตบอลลีกหญิงได้ เพราะสโมสรยังไม่เป็นนิติบุคคล ผมก็ได้มีการพูดคุยว่าเราจะทำให้ถูกต้อง ทำให้สโมสรที่เข้าร่วมฟุตบอลลีกหญิงเป็นนิติบุคคล เพื่อที่จะรับเงินสนับสนุนจากสมาคมฯ” “ในเบื้องต้นหลายท่านอึดอัด เพราะสโมสรที่

UFABETWINS

เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกหญิง มีที่มาหลายๆที่แตกต่างกัน และการที่จะแปรเป็นนิติบุคคลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราได้ทำงานร่วมกัน ทั้งสโมสรของท่าน และสมาคมฯ จนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และทำให้สโมสรฟุตบอลหญิงเป็นนิติบุคคล นับแต่นี้ต่อไป สมาคมฯ สามารถจ่าย

เงินสนับสนุนให้กับสโมสรท่านได้ถูกต้อง เพราะว่าถ้าไม่เป็นนิติบุคคล สมาคมฯ ผมเอง ถึงแม้อยากให้เงินสนับสนุน ผมจะสนับสนุนไปในนามใคร ถ้าท่านไม่ใช่นิติบุคคล” “แต่วันนี้ท่านเป็นนิติบุคคล มันเกิดความชอบ และความถูกต้อง นับเป็นครั้งแรกที่สโมสรฟุตบอลหญิงที่เข้าร่วม

การแข่งขันฟุตบอลหญิง เป็นนิติบุคคลสมบูรณ์ และนับแต่นี้ต่อไป สิทธิใดๆที่ฟุตบอลชายได้ ฟุตบอลหญิงก็จะได้เช่นกัน ตามความเหมาะสม เงินสนับสนุนอาจจะไม่เท่ากัน แต่เราก็มีให้แล้ว ทั้งเงินสนับสนุนทีม เงินรางวัลต่างๆนานา ซึ่งมันมีผลกับสโมสรของท่าน”

“ผมในฐานะนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องขอบคุณผู้บริหารสโมสร นักกีฬาทุกคน รวมทั้งแฟนบอล สื่อมวลชน ที่ร่วมกันเสียสละ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟุตบอลหญิง ผมก็ขออวยพรให้ทุกทีมสมหวังในการแข่งขันที่จะมีขึ้นในฤดูกาล 2020/21 ที่จะมาถึงนี้”

ด้าน ศิริมา พานิชชีวะ อุปนายกฝ่ายฟุตบอลหญิงสมาคมฯ กล่าวว่า “ในการจัดการแข่งขันฟุตบอล Thai Women’s League 2020-21 เราหวังว่าจะเป็นเวทีให้นักฟุตบอลแสดงฝีเท้า และพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสโมสรใหญ่หรือสโมสรเล็กต้อง

พัฒนาไปพร้อมกัน เพื่อก้าวไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้อีกครั้ง อยากฝากทุกท่านเป็นกำลังใจให้ฟุตบอลหญิงด้วย ช่วยกันสนับสนุนฟุตบอลลีกหญิงให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป ขอยืนยันว่าฟุตบอลหญิงสนุก เล่นด้วยสปิริตไม่ต่างจากฟุตบอลชายแน่นอน” สำหรับรูปแบบการ

แข่งขันของ ไทยวีเมนส์ลีก ดิวิชั่น 1 จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 เลก ในเลกแรกจะทำการแข่งขันแบบพบกันหมด ทำการแข่งขัน ณ สนามกีฬาฟุตบอลศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอลมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยอันดับที่ 1-4 เมื่อจบเลกแรก จะแข่งขันแบบพบกันหมดอีกครั้ง

แบบเหย้า-เยือน ภายในอันดับ 1-4 ด้วยกันเอง เพื่อหาทีมชนะ ขณะที่อันดับ 5-8 เมื่อจบเลกแรกจะแข่งขันแบบเหย้า-เยือน และพบกันเองภายในอันดับที่ 5-8 เช่นกัน สำหรับอันดับที่ 6-7 จะทำการแข่งขันรอบเพลย์ออฟกับอันดับ 2-3 จากดิวิชั่น 2 ส่วนอันดับ 8 ตกชั้นทันที

การแข่งขันของ ไทยวีเมนส์ลีก ดิวิชั่น 2 ในเลกแรกจะทำการแข่งขันแบบพบกันหมด มีสนามกลางในการจัดการแข่งขัน สำหรับฤดูกาลนี้ คือ สนามกีฬาฟุตบอลศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอลมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยอันดับ 1-4 เมื่อจบเลกแรกจะมีการแข่งขันแบบ

ประกบคู่น็อคเอ้าท์ เพื่อหาทีมชนะเลิศ ซึ่งทีมที่ชนะเลิศจะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นใน ไทยวีเมนส์ลีก ดิวิชั่น 1 อัตโนมัติ ส่วนทีมรองชนะเลิสจะต้องไปเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 7 ของดิวิชั่น 1

ขณะที่ทีมอันดับ 3 จะเพลย์ออฟกับทีมอันดับ 6 ของดิวิชั่น 1 ส่วนอันดับที่ 5-8 เมื่อจบเลกแรกจะแข่งขันแบบประกบคู่น็อคเอ้าท์ โดย 2 ทีมที่ชนะจะได้เล่นใน ดิวิชั่น 2 ต่อ ขณะที่เงินรางวัล

UFABETWINS

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลไทยวีเมนส์ลีก ดิวิชั่น 1 มีดังนี้
รางวัลชนะเลิศ จำนวน 300,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 100,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 80,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 จำนวน 70,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 4 จำนวน 60,000 บาท
ทุกทีมจะได้รับเงินสนับสนุนสโมสรจากสมาคมฯ​ ทีมละ 100,000 บาท แบ่งเป็น เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 50,000 บาท และ เงินสนับสนุนอุปกรณ์ 50,000 บาท

เงินรางวัลสำหรับการแข่งขันฟุตบอลไทยวีเมนส์ลีก ดิวิชั่น 2 มีดังนี้
รางวัลชนะเลิศ จำนวน 50,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 40,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท
ทุกทีมจะได้รับเงินสนับสนุนสโมสรจากสมาคมฯ ทีมละ 75,000 บาท แบ่งเป็น เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 50,000 บาท และเงินสนับสนุนอุปกรณ์ 25,000 บาท
นอกจากนี้ทั้ง 16 ทีม จะได้รับเงินสนับสนุนค่าเดินทางมาสนามแข่งขัน (คิดตามระยะทาง) ระยะทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร ครั้งละ 10,000 บาท ระยะทาง 150-300 กิโลเมตรขึ้นไป ครั้งละ 15,000 บาท และระยะทาง 300 กิโลเมตรขึ้นไป ครั้งละ 20,000 บาท

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลหญิง ไทยวีเมนส์ลีก นัดแรกของฤดูกาล 2020-2021
ดิวิชั่น 1
วันที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 16.00 น. สมาคมกีฬาฟุตบอลจังหวัดชลบุรี พบกับ ทหารอากาศ
วันที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 19.00 น. บีอาร์ยู บุรีราษฎร์ อะคาเดมี พบกับ โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 16.00 น. กรุงเทพมหานคร พบกับ เอ็มเอช นครศรี เอฟซี
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19.00 น. โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง พบกับ บีจี-บัณฑิตเอเชีย
ดิวิชั่น 2
วันที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 16.00 น. ราชประชา พบกับ BSL WFC
วันที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 19.00 น. ลพบุรี ซิตี้ พบกับ หินโคน ยูไนเต็ด
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 16.00 น. มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เอฟซี พบกับ โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 19.00 น. ขอนแก่น ซิตี้ พบกับ พราม แบงค็อก

คลิ๊กเลย >>>UFABETWINS
อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS “แอร์เบ ไลป์ซิก” : ทีมลูกหนังพลังกระทิงหนุ่มที่คนเยอรมันชังมากที่สุด

UFABETWINS แอร์เบ ไลป์ซิก กำลังได้รับการจับตาจากคอลูกหนังทั่วโลก จากการเป็น 1 ใน 4 สโมสร ที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ของฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

ฤดูกาล 2019-20 ทั้งที่เล่นในบุนเดสลีกา ได้เพียง 4 ฤดูกาล ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม มีแนวทางการเล่นฟุตบอล แบบเกมรุกดุดันสะใจ แถมเน้นใช้นักเตะรุ่นใหม่ อายุน้อย แนวทางที่ชัดเจนของ แอร์เบ ไลป์ซิก ทำให้สโมสรแห่งนี้ มีแฟนบอลคอยส่งแรงใจเชียร์จำนวนไม่น้อย

ในฐานะสโมสรฟุตบอลหน้าใหม่ไฟแรง และเน้นการสร้างทีมฟุตบอลจากการปั้นเยาวชน แต่ในเยอรมัน ไลป์ซิก กลับเป็นสโมสรที่แฟนบอลในประเทศไม่ยอมรับ ถึงขั้นที่ว่า ทีมกระทิงหนุ่ม กลายเป็นสโมสรที่คนเกลียดชัง เป็นอันดับที่ 1 ในเมืองเบียร์ ยิ่งกว่า บาเยิร์น มิวนิค

Main Stand จะพาไปดูเรื่องราวของ แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรหน้าใหม่ไฟแรง แต่เหตุใดพวกเขาถึงกลายเป็นทีมสุดชังของแฟนบอลเยอรมัน เมื่อเรดบูลบุกลูกหนังเยอรมัน หากพูดถึงบริษัทการค้าทั่วไป ที่ลงทุนกับฟุตบอล ในฐานะเจ้าของทีมมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้น “เรดบูล”

(Red Bull) Energy Drink สัญชาติออสเตรีย ที่ซื้อสูตรเครื่องดื่มชูกำลัง ไปจาก กระทิงแดง แบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานชื่อดังของประเทศไทย เรดบูล คือ บริษัทที่ให้ความสำคัญกับ การทำการตลาดผ่านหลาย ๆ ชนิด กีฬา รวมถึง ฟุตบอลกีฬายอดนิยมของโลก ที่กลายเป็นเครื่องมือ

โปรโมตแบรนด์ให้กับเรดบูล แต่แทนที่ เรดบูล จะเลือกเป็นสปอนเซอร์ สนับสนุนทีมแบบบริษัทอื่น เรดบูล มีแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ การซื้อทีมฟุตบอลมาเป็นของตัวเอง เรดบูล ซัลซ์บวร์ก กลายเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรก ในเครือของเรดบูล หลังจากเทคโอเวอร์สโมสร ออสเตรีย

ซัลซ์บวร์ก ในประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2005 พร้อมจัดการเปลี่ยนชื่อ, โลโก้ทุกอย่างใหม่หมด แถมลบประวัติศาสตร์ของทีมออก ให้เป็นสโมสรใหม่ แม้สมาคมฟุตบอลออสเตรีย จะไม่อนุญาต แต่ทาง เรดบูล ซัลซ์บวร์ก ไม่นับว่าเป็นทีมเดียวกับ ออสเตรีย ซัลซ์บวร์ก เช่นเดียวกับแฟนบอล

UFABETWINS

ดั้งเดิมของทีม ที่รวมตัวกันก่อตั้งสโมสรใหม่ในชื่อเดิม หลังจากนั้น เรดบูล ขยายสาขาทีมฟุตบอลขององค์กรไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก เรดบูลส์ (เทคโอเวอร์สโมสร นิวยอร์ก/นิวเจอร์ซี่ย์ เมโทรสตาร์ส ในปี 2006), เรดบูล บราซิล (ก่อตั้งปี 2007) และ เรดบูล กานา

(ก่อตั้งปี 2008 ยุบสโมสรปี 2014) แม้ เรดบูล จะมีสโมสรในเครือมากมาย แต่เป้าหมายใหญ่ที่สุดของพวกเขา คือการมีสโมสรอยู่ใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป เพราะบริษัทเรดบูล ต้องการให้มีสโมสรในเครือของพวกเขา อย่างน้อยหนึ่งสโมสร เป็นทีมขาประจำ ของฟุตบอลยูฟ่า

แชมเปียนส์ ลีก และคงไม่มีลีกไหน เหมาะสมไปกว่า บุนเดสลีกา ลีกบ้านใกล้เรือนเคียงของประเทศออสเตรีย “สโมสรอื่น ไม่สามารถตอบโจทย์ ความทะเยอทะยานของเรดบูลได้ เป็นแค่สโมสรปั้นแล้วขายนักเตะเท่านั้นเอง แต่ไลป์ซิกสามารถเป็นได้” เดฟ บราเนค นักข่าวของ DW

สื่อจากประเทศเยอรมัน แสดงความคิดเห็น อุปสรรคด่านสำคัญ ติดอยู่ตรงที่ ฟุตบอลอาชีพเยอรมัน มีกฎ 50+1 ที่ให้สโมสรฟุตบอล ต้องถูกถือหุ้นใหญ่โดยแฟนฟุตบอล (ยกเว้นบางสโมสรที่ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ) แต่เรดบูลฉลาดพอที่จะหาช่องว่างของกฎ นั่นคือการ

ไปซื้อสโมสรฟุตบอล ที่อยู่ในระดับ 5 ของเยอรมัน หรือ ลีกกึ่งอาชีพ ที่กฎ 50+1 ไม่มีบทบาทในระดับนั้น เอสเอสเฟา มาร์ครานชตัดท์ (SSV Markranstädt) คือทีมที่ถูก เรดบูล ซื้อสิทธิ์ของสโมสร ในปี 2009 และตั้งสโมสรใหม่ในชื่อ แอร์เบ ไลป์ซิก เหตุผลที่สโมสรไม่ใช้ชื่อ เรดบูล

เหมือนกับทีมอื่นในเครือ เพราะฟุตบอลเยอรมัน ไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อบริษัท เป็นชื่อสโมสรฟุตบอล ในทุกลีก (ยกเว้น ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมเดียว เนื่องจากสโมสรแห่งนี้ก่อตั้งโดยพนักงานของบริษัทขายยา ไบเออร์) ทำให้พวกเขาใช้ชื่อคำว่า แอร์เบ (RB) ซึ่งย่อมาจากคำว่า

ราเซนบอลสปอร์ต (RasenBallsport) ที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “กีฬาที่เล่นลูกบอลบนพื้น” ซึ่งทุกคนรู้ ! แฟนคลับรู้ว่า นี่คือการเลี่ยงบาลี ของบริษัท เรดบูล เพราะสุดท้ายแล้ว แอร์เบ ไลป์ซิก ยังคงเหมือนกับสโมสรอื่นในเครือ นั่นคือ ตราสโมสร เป็นโลโก้แบบเดียวกับเรดบูล

และแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังจากออสเตรีย เป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอก แอร์เบ ไลป์ซิก ใช้เวลาไม่นาน ในการไต่ขึ้นสู่ลีกสูงสุด เพียงแค่ฤดูกาลแรก พวกเขาคว้าแชมป์ในระดับลีก 5 เลื่อนชั้นสู่ลีก 4 ก่อนเลื่อนชั้นสู่ลีกา 3 ในปี 2013 ปีถัดมา ไลป์ซิกเลื่อนชั้นสู่ลีกา 2 และฤดูกาล 2015-16

แอร์เบ ไลป์ซิก คว้าตำแหน่งรองแชมป์ของลีกา 2 ขึ้นสู่บุนเดสลีกา ได้สำเร็จ ลูกหนังพลังหนุ่ม การขึ้นสู่บุนเดสลีกา จากลีกระดับ 5 ของเยอรมัน ภายในเวลา 7 ปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ แอร์เบ ไลป์ซิก มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างยาวนาน ที่จะปั้นให้สโมสรแห่งนี้ ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ

ของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ ตั้งแต่ก่อนสร้างทีม เรดบูล มีการวางแผนอย่างจริงจัง ว่าจะเลือกเมืองไหน ให้เป็นที่ตั้งของสโมสร เพื่อทำการตลาดที่ง่าย ดึงดูดแฟนคลับของสโมสรให้หนาแน่น และสร้างความน่าสนใจ ให้นักฟุตบอลเข้ามาร่วมทีม ไลป์ซิก คือ เมืองที่ถูกเลือก เพราะนี่

คือเมืองใหญ่ประจำภาคตะวันออกของเยอรมัน แต่กลับไม่มีสโมสรอยู่ในบุนเดสลีกา และลีกา 2 มาอย่างยาวนาน เมืองนี้ จึงเปิดรับให้ แอร์เบ ไลป์ซิก เข้ามาเป็นสโมสรอนาคตไกลประจำเมือง แม้จะเป็นทีมฟุตบอลองค์กรก็ตาม หลังจากได้เมืองลงหลักปักฐาน แอร์เบ ไลป์ซิก มีนโยบาย

หลักคือ “การพัฒนาเยาวชน” เพราะว่า ทีมในองค์กรเรดบูล มีสโมสรอยู่ทั้งในสหรัฐอเมริกา, บราซิล, กานา และออสเตรีย เท่ากับพวกเขามีเครือข่ายถึง 4 ทวีป ที่จะค้นหาเพชรเม็ดงามชั้นดี เกือบทั่วพื้นที่บนโลก มาเข้าสู่ระบบการพัฒนานักเตะของเครือข่าย และส่งตรงสู่ แอร์เบ ไลป์ซิก

อันเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุด ทรัพยากรเยาวชนลูกหนังที่มีอยู่ในมือ ทำให้ไลป์ซิก ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทุ่มซื้อนักเตะ เพื่อสร้างทีมของตัวเอง โดยหัวใจสำคัญของการปั้นเยาวชนเน้นสร้างนักเตะคุณภาพที่จะใช้ได้จริง และดีพอที่จะเล่นฟุตบอลระดับสูง มากกว่าปริมาณ เรดบูล จึงเริ่มสรรหา

โค้ชมือดีสักคนเข้ามาช่วยงานตรงนี้ พวกเขาเลือก ราล์ฟ รังนิค ยอดโค้ชชาวเยอรมัน มาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสโมสร ของ แอร์เบ ไลป์ซิก (และ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก) ในปี 2012 เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนลุยฟุตบอลบุนเดสลีกา รังนิค อาจไม่เคยจับงานด้านบริหาร แต่สมัยเป็นผู้

จัดการทีม เขาเคยสร้างทีมจากมือเปล่า ขึ้นมาประสบความสำเร็จอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำสโมสรฮอฟเฟนไฮม์ ขึ้นจากลีกา 3 สู่บุนเดสลีกา ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี ด้วยการใช้นักเตะที่ไร้ชื่อเสียง แต่เปี่ยมด้วยคนหนุ่ม พลังงาน และความกระหาย รังนิค เข้ามาดู และควบคุม

แนวทางการพัฒนานักเตะ ในเครือสโมสรของเรดบูลทั้งหมด ทำให้สโมสรสามารถสร้างนักเตะได้อย่างเป็นระบบ โดยนักเตะที่ศักยภาพยังไม่ถึงที่จะเล่นในเยอรมัน จะถูกส่งไปเล่นให้ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก เพื่อพัฒนาฝีเท้า และเก็บประสบการณ์ให้พร้อม ก่อนย้ายมาไลป์ซิก หรือถ้าใครเก่ง

พอตั้งแต่อายุยังน้อย ไลป์ซิกสามารถดึงตัวมาเล่นได้ในทันที “แอร์เบ ไลป์ซิก คงไม่มีวันนี้ ถ้ารังนิคไม่เข้ามาปี 2012” กุยโด เชเฟอร์ นักข่าววงใน ของ แอร์เบ ไลป์ซิก กล่าวถึงความสำคัญของราล์ฟ รังนิค เพราะหลังจากรังนิค เข้ามานั่งแท่นผู้บริหารของไลป์ซิก และซัลซ์บวร์ก ทั้งสอง

สโมสรได้ผลิตสุดยอดนักเตะจำนวนมาก ที่ลงเล่นให้กับทั้งสองทีม ไม่ว่าจะเป็น สเตฟาน อิลซานเกอร์, ปีเตอร์ กูลัคชี, นาบี เกอิตา, ดาโยต์ อูปาเมกาโน, คอนราด ไลเมอร์, อาร์มาดู ไฮดาฮา และ ฮานเนส โวล์ฟ เป็นต้น นักเตะเหล่านี้ สามารถเข้ามาเป็นตัวหลัก ให้กับ แอร์เบ ไลป์ซิก

ได้ทันที เพราะผ่านประสบการลงสนาม ในลีกออสเตรียมาก่อนแล้ว รวมถึงฟุตบอลยุโรป ที่ เรดบูล ซัลซ์บวร์ก ผ่านเข้าไปทำการแข่งขันแทบทุกปี พวกเขาจึงแกร่งและพร้อมลุย ในฟุตบอลบุนเดสลีกาทันที และที่สำคัญที่สุด ไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว เพราะทั้งสองสโมสร อยู่ในเครือ

เรดบูลเหมือนกัน นอกจากนี้ ราล์ฟ รังนิค ยังสั่งให้สโมสร พยายามดึงตัวนักเตะดาวรุ่งที่มีแววเก่ง เข้าสู่ แอร์เบ ไลป์ซิก โดยตรง เพื่อสร้างทีมในอีกทางหนึ่ง ในฤดูกาล 2014-15 แอร์เบ ไลป์ซิก ดึงตัวนักเตะดาวรุ่งจำนวนมากเข้าสู่ทีม ตั้งแต่เริ่มขึ้นสู่ระดับลีกา 2 เอมิล ฟอร์สเบิร์ก 23 ปี,

อันเต เรบิค 20 ปี, ลูคัส คลอสเตอร์มันน์ 18 ปี, มาร์เซล ซาบิตเซอร์ 20 ปี คือตัวอย่างนักเตะ ที่ แอร์เบ ไลป์ซิก เซ็นมาร่วมทีมในปี 2014 สะท้อนให้เห็นความต้องการ อย่างชัดเจนของสโมสร ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ ด้วยนักเตะอายุน้อย หลังจากนั้น ไลป์ซิกยังคงซื้อนักเตะอายุ

น้อยเข้าทีมอย่างต่อเนื่อง เช่น วิลลี ออร์บัน 22 ปี, ทิโม แวร์เนอร์ 20 ปี, คอนราด ไลเมอร์ 20 ปี, อิบราฮิม โคนาเต 18 ปี, มัธธีอัส คุนญา 19 ปี, มาร์เซโล ซาร์รัคคี 20 ปี, คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู 21 ปี, อเดโมลา ลุคแมน 21 ปี, ดานี โอลโม 21 ปี “ไลป์ซิกมองหานักเตะรุ่นใหม่เสมอ เพราะ

พวกเขามีทั้งความสามารถ และความกระหาย … ไลป์ซิกไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อนักเตะที่ถูกเรียกว่า ‘สตาร์’ ในเมื่อพวกเขาสามารถค้นหา และปั้นขึ้นมาเองได้”
“ฟุตบอลยุคปัจจุบัน การมีทีมงานแมวมองที่ดี คือปัจจัยสำคัญ ที่จะประสบความสำเร็จ”

เชเฟอร์ กล่าว ในความเป็นจริงแล้ว มีสโมสรฟุตบอลจำนวนมากทั่วโลก ที่เน้นการพัฒนาเยาวชนเหมือนกับไลป์ซิก หรือในเยอรมันแทบทุกสโมสร ล้วนให้ความสำคัญ กับการพัฒนาเยาวชน แต่เหตุใด แอร์เบ ไลป์ซิก จึงสร้างทีมพลังหนุ่มได้โดดเด่นกว่าทีมอื่น และประสบความ

สำเร็จในระดับสูง นับตั้งแต่ขึ้นสู่บุนเดสลีกา ในปี 2016 “รังนิค คือตัวการสำคัญ เขาเปลี่ยนให้สโมสรนี้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เขามีปรัชญาของเขา และนับตั้งแต่วันที่เขาเข้ามา ทุกคนในสโมสรนี้ ต้องทำงานใต้ปรัชญาของเขา” ราล์ฟ รังนิค ไม่ได้ทำหน้าที่แค่พัฒนาเยาวชน และคัด

เลือกนักเตะเข้าสู่ทีม แต่เขาวางระบบรากฐานให้กับสโมสร ในการเล่นบนสนาม เขาคือคนคัดเลือกแทคติก ที่จะให้ แอร์เบ ไลป์ซิก เล่น เพราะเขาต้องการแทคติก ที่เหมาะสมกับนักเตะวัยรุ่น ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความกระหาย แต่ในขณะเดียวกัน ประสบการณ์อาจไม่มากพอ

ฟุตบอลตั้งรับ และสวนกลับเร็ว กลายเป็นฟุตบอลที่ ราล์ฟ รังนิค เลือก เขาวางระบบนี้ไว้ในฤดูกาล 2015-16 ที่เขาเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม พาทัพกระทิงแดงคว้าตำแหน่งรองแชมป์ ลีกา 2 หลังจากนั้นเป็นต้นมา โค้ชที่จะมาทำงานต่อจากเขา ต้องเล่นในแทคติก ตามแบบฉบับที่

เขาวางไว้ให้ ซึ่งแน่นอนว่า รังนิคเป็นคนเลือกโค้ชเหล่านี้ ด้วยตัวของเขาเอง ราล์ฟ ฮาสเซนฮุตเทิล และ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ คือ สองโค้ชอายุน้อย ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจากรังนิค และทั้งสองมีปรัชญาเข้ากับฟุตบอลของไลป์ซิก จึงพาทีมประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน หรือหากไม่มีโค้ช

ที่ดีพอ จะเข้ามาทำทีม ตามที่รังนิคต้องการ เขาสามารถกระโดดจากตำแหน่งผู้บริหาร ลงมาเป็นโค้ชชั่วคราวได้ในทันที ผลงานคือเครื่องพิสูจน์ว่า แนวทางของรังนิคถูกต้อง หลังจากขึ้นสู่บุนเดสลีกา แอร์เบ ไลป์ซิก ทำอันดับได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปทุกปี, เคยเข้าชิงฟุตบอล

เดเอฟเบ โพคาล มาแล้ว และล่าสุด ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้าย ของฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ถือว่าดูดีไม่น้อย สำหรับสโมสรที่เล่นบนลีกสูงสุด ได้เพียง 4 ฤดูกาล ด้านมืดของทีมฟุตบอลพันธุ์กระทิง แนวทางการพัฒนาอย่างมีแบบแผน และเป็นระบบ ทำให้ แอร์เบ ไลป์ซิก

UFABETWINS

ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว กลายเป็นที่สนใจของแฟนฟุตบอลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สโมสรแห่งนี้ กลับถูกต่อต้าน จากแฟนบอลจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมัน จนได้ชื่อว่า เป็นทีมฟุตบอลที่ถูกเกลียดมากที่สุดในเมืองเบียร์ ย้อนกลับไปตอนที่

สโมสร แอร์เบ ไลป์ซิก เกิดขึ้นมาได้ เป็นเพราะว่าบริษัท เรดบูล อาศัยช่องว่างของกฎ 50+1 ที่ไม่ครอบคลุมถึงลีกกึ่งอาชีพ และกฎ 50+1 คือต้นตอสำคัญที่ทำให้ไลป์ซิก เป็นที่จงเกลียดจงชังจนถึงทุกวันนี้ เราคงเห็นกันอย่างชัดเจนว่า การเป็นเจ้าของสโมสรเรดบูล ผิดกฎของฟุตบอล

เยอรมันอย่างชัดเจน ที่ให้แฟนบอลของสโมสร ถือหุ้นอย่างน้อย 51 เปอร์เซนต์ มิฉะนั้น เรดบูล คงไม่ต้องไปเทคโอเวอร์สโมสรถึงลีก 5 เพื่อเลี่ยงกฎนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นสู่ลีกอาชีพ โดยเฉพาะตั้งแต่ลีกา 2 เป็นต้นมา มีข้อเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ แอร์เบ ไลป์ซิก เปิดโอกาสให้

แฟนบอลถือหุ้น เหมือนกับสโมสรอื่น แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เหตุผลสำคัญที่ แอร์เบ ไลป์ซิก ยังคงอยู่ในลีกบุนเดสลีกา และเป็นสโมสรองค์กร โดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากทางลีก เป็นเพราะว่าสโมสรแห่งนี้ ใช้ช่องว่างของกฎเอาตัวรอดอีกครั้ง นั่นคือ ไลป์ซิกมีผู้ถือหุ้น เป็นไป

ตามกฎ 50+1 ทุกอย่าง เพราะคนที่เข้ามาถือหุ้นสโมสร ซื้อหุ้นในฐานะแฟนบอลทั้งหมด เพียงแต่แฟนบอลทุกคน ที่ถือหุ้นของสโมสรไลป์ซิก คือผู้บริหาร หรือพนักงาน ในบริษัท เรดบูล และยิ่งไปกว่านั้น หากแฟนบอลทั่วไปจะไปซื้อหุ้น สโมสรจะหาเรื่องอ้างไม่ยอมขายให้ พวกเขาการ

อาศัยช่องว่างของกฎ เอาตัวรอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งการไม่ยอมทำตามกฎที่มี ของไลป์ซิก ทำให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็นที่เกลียดชัง ของแฟนบอลชาวเยอรมัน เพราะคนเยอรมันมีความคิดฝังใจว่า สโมสรฟุตบอลต้องเป็นของแฟนบอลเท่านั้น และพวกเขามีความเชื่อว่า เหตุผลที่ เรดบูล

เข้ามาทำทีมฟุตบอล เพียงเพราะต้องการโปรโมตธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังเท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจจริง ที่จะทำทีมฟุตบอล หรือพัฒนาวงการลูกหนัง เนื่องจากทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสโมสรแห่งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเรดบูล หรือ สัญลักษณ์กระทิงแดง ไม่ว่าจะเป็น โลโก้สโมสร,

สปอนเซอร์คาดอก, แบนเนอร์ในสนาม, มาสคอต รวมถึงสินค้าของที่ระลึก แม้กระทั่งชื่อเว็บไซต์ของสโมสรไลป์ซิก ยังใช้ชื่อว่า dierotenbullen.com หรือ กระทิงแดง.คอม หากแปลเป็นภาษาไทย และถ้าแฟนบอลอยากซื้อของออนไลน์ ของสโมสรแห่งนี้ จะต้องไปซื้อของผ่าน

เว็บไซต์ของบริษัทเรดบูล แทนที่จะซื้อผ่านเว็บสโมสร เหมือนกับทีมอื่น แอร์เบ ไลป์ซิก จึงต้องเผชิญหน้า กับความเกลียดชัง และเเรงต่อต้านอย่างหนัก จากแฟนบอลในเยอรมัน ซึ่งมีการแสดงออกอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น แบนแฟนบอลไม่ตามไปเชียร์ทีมรักที่ไลป์ซิก, เขียนป้ายด่า

สโมสร, ตะโกนด่าทอ หรือทำร้ายร่างกายแฟนบอลไลป์ซิกในเกมเยือน หรือกรณีโด่งดังที่สุด คือ โยนหัวกระทิง อันเป็นสัญลักษณ์ของทีมไลป์ซิก ลงสนามฟุตบอล แม้กระทั่งแฟนบอลสโมสรฟุตบอลตัวเอง ยังทำการแบนทีม ด้วยการไม่โพสต์โลโก้กระทิงแดงของไลป์ซิก ลงในสื่อ

โซเชียลของสโมสร และเวลาเรียกชื่อสโมสร พวกเขาจะเรียกทีมนี้ว่า ไลป์ซิก ไม่มีแอร์เบ นำหน้า เพราะไม่ต้องการจะช่วยโปรโมตแบรนด์ ให้บริษัทเรดบูล เหรียญย่อมมีสองด้าน ในด้านหนึ่ง แอร์เบ ไลป์ซิก คือสโมสรที่ให้โอกาสเยาวชน แสดงให้เห็นว่า ฟุตบอลสามารถประสบ

ความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อนักเตะราคาแพง หากมีการพัฒนา และวางแผนสโมสรอย่างเป็นระบบ อีกด้าน คือการเป็นสโมสรแหกกฎของฟุตบอลเยอรมัน เลือกยืนอยู่ตรงข้ามกับวัฒนธรรม ที่คนเยอรมันยึดมั่น จนกลายเป็นสโมสรที่ถูกต่อต้าน และเกลียดชัง

ของแฟนบอลเยอรมัน เหรียญมีสองด้าน สุดท้ายขึ้นอยู่ว่าเราจะมองด้านไหน แต่ทางที่ดีที่สุด การรับรู้และมองเห็นเหรียญทั้งสองด้าน อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

คลิ๊กเลย >>> https://www.ufabetwins.com/
อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS อะจ๊าก! : เมื่อ “ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์” จิ๊กโก๋โรคจิตจอมไล่ต่อยคนอ่อนแอกว่าเจอนักชกตัวจริง

UFABETWINS คนบางคนนั้นมีปมด้อยภายในจิตใจ และสิ่งเหล่านั้นขับให้พวกเขาแสดงออก รวมถึงปลดปล่อยมันออกมาจนกลายเป็นตัวอันตรายของสังคม

ที่มีแต่คนเกลียด นี่คือเรื่องราวการกอบกู้โรงยิมแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย ครั้งหนึ่งผู้ที่มาใช้โรงยิมนี้ต่างก็โดนรังแกโดยจิ๊กโก๋โรคจิต ที่มักจะโผล่มาไล่ชกคนอื่นจนสาแก่ใจ และอัดวีดีโอเอาไปอัพโหลดลงในยูทูบด้วยความสะใจ อย่างไรก็ตาม คนแบบนี้ต้องเจอของจริง! …

และนี่คือเรื่องราวในวันที่เขาเจอตอ จะเละแค่ไหน? ติดตามได้ที่นี่ เรื่องมันเริ่มเพราะจิ๊กโก๋ ย้อนกลับไปในช่วงยุค 2010 เป็นต้นมา โลกโซเชี่ยลไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหนก็ได้รับความนิยมอย่างมาก จากเหตุผลที่ผู้คนเริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว สิ่งที่ตามมาจากความนิยมเหล่า

นั้นคือ “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) หรือผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชี่ยล พวกเขาเหล่านี้จะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด และอัพโหลดลงเป็นคอนเทนท์ในแบบฉบับของตนเองให้ผู้คนในโลกโซเชี่ยลได้ติดตาม ใครนำเสนอได้ดี สนุก และมีคุณภาพ ก็จะมีผู้ติดตามมากมาย ซึ่งปลายทางคือการ

ทำเงินจากการลงคอนเทนท์เหล่านั้นนั่นเอง ใครไหวตัวทันเริ่มทำก่อนก็ได้เปรียบ และหนึ่งในผู้ที่เห็นช่องทางนั้นคือ ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์ ชายร่างเล็กที่ชื่นชอบการชกมวยเป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง ในยิมแห่งหนึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพที่ทุกคนคุ้นชินคือ ชาร์ลี จะออกมา

อัดกระสอบทรายด้วยความแคล่วคล่องว่องไว แน่นอนว่าฝีมือการชกของเขาดีในระดับหนึ่ง ว่ากันว่าเขากำลังอยู่บนเส้นทางการเทิร์นโปรอีกด้วย เพียงแต่ว่าอายุของเขาไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว … 25 ปี สำหรับการเทิร์นโปรดูเหมือนจะช้าไป และเขาก็รู้ดี เพราะกว่าจะสอบผ่าน กว่าจะผ่านการ

ทดสอบ และกว่าจะได้มีแมตช์ชกอาชีพครั้งแรก จนถึงขนาดขั้นเป็นแชมป์ กินเวลาพักใหญ่ ๆ แน่นอน เขาจึงเริ่มอยากสร้างชื่อเสียงด้วยทางลัด แม้ทั่วโลกจะไม่รู้จักเขาในฐานะแชมป์โลกแบบที่หวัง แต่ของแบบนี้มันสร้างกันได้ในโลกอินเตอร์เน็ต เขาเลยตัดสินใจสร้างตัวตนขึ้นมา

ใหม่ อุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นแชมป์โลกที่ไม่มีใครสู้ได้ เขาเริ่มเปิดแชนแนลของตัวเองในยูทูบ, อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ … แต่การจะอุปโลกน์ให้คนติดตามได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขารู้ตัวเองว่าไม่ได้เก่งระดับปีศาจ เทียบเท่ากับนักมวยอาชีพตัวจริงที่ไล่โค่นคนเก่ง ๆ ได้ ดังนั้นเป้าหมาย

UFABETWINS

ของเขาจึงแตกต่างออกไป … ซึ่งมันนำไปสู่การสร้างตัวตนที่คนเกลียดที่สุด โดยที่เขารู้ตัวและอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น ยิ่งเกลียดยิ่งดัง ชาร์ลี ตัดสินใจลงคลิปเป็นแนว Vlog หรือการเดินเข้าไปลุยตามสถานการณ์จริง ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คอนเทนท์ของเขาคือ

การเดินเข้าไปท้าชกกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ตามโรงยิมหลาย ๆ แห่งใน แคลิฟอร์เนีย และปลายทางคือเขาเป็นคนที่อัดฝั่งตรงข้ามยับเยินทุกครั้งไป แต่ละวีดีโอของเขา จะเริ่มด้วยการเดินเข้าไปในโรงยิม ประกาศตัวตนว่า “เอ้าเฮ้ย! สวัสดีไอ้พวกหน้าอ่อนทั้งหลาย ข้าคือ ชาร์ลี เซเนลอฟฟ์ พวก

เอ็งทุกตัวรู้ดี ไม่มีใครที่อยู่ในที่นี้จะเอาชนะข้าได้”แหงแซะที่เขากล้าประกาศเช่นนั้น เพราะในแต่ละโรงยิมที่ไป เป็นโรงยิมฝึกสอนมวยสำหรับคนที่มาออกกำลังกาย ไม่ใช่การรวมตัวของเหล่านักชกฝีมือดีอะไร อย่างไรก็ตามเขากล้าพูดแบบนั้นมันไม่ใช่เรื่องผิด ที่นี่ไม่มีใครชนะเขา

ได้ตามที่เขาพูด แต่สิ่งที่เขาทำต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้เขาดังขึ้นเพราะความหมั่นไส้จากคนดูนั่นเอง มีหลายวีรกรรมมากมายที่ ชาร์ลี ทำ แน่นอนว่าไม่ค่อยมีใครอยากจะชกกับเขาหรอก เพราะอย่างที่กล่าวไว้ แต่ละคนมาออกกำลังกาย มาเรียนการชกมวยเพื่อใช้เวลาว่างให้มี

ประโยชน์อะไรก็ว่าไป ซึ่งเขาไม่ยอมแพ้ เขามักจะหลอกพวกมือใหม่ให้ลงนวมกันขำ ๆ ซึ่งพอกลุ่มนักชกมือใหม่สวมใส่และกำลังจัดทรงนวมให้เขาที่ ชาร์ลี ก็จะชกคนพวกนั้นโดยไม่ได้ตั้งตัว และการชกแต่ละครั้ง ต้องบอกว่าง้างหมัดมาจากบ้านใส่เต็มแรงทุกดอก ทำเอาเหล่ามือใหม่

ต้องร้องขอชีวิต จาก ชาร์ลี มานักต่อนัก นอกจากนี้เขายังเป็นพวกเกรียนสุดขั้ว โดยเฉพาะเมื่อมีคนกำลังลงนวมกันบนเวที เขาที่ใส่นวมมาพร้อมอยู่แล้วจะเข้าไปขัดจังหวะของคู่ชกนั้นและเป็นฝ่ายไล่ชกนักมวยบนเวทีแทน ทุกครั้งที่ต่อยคนสู้ไม่ได้ เขาจะนับว่าเป็นชัยชนะ 1 ครั้ง ซึ่งเขาทำ

แบบนี้มาทั้งหมดมากกว่า 200 ไฟต์ (มโน) และแน่นอนว่าเขาชนะรวดทุกไฟต์ “โอเค คุณชนะแล้ว ทีนี้ผมกลับไปออกกำลังกายของผมได้หรือยัง” คู่ชกอ่อนซ้อมคนหนึ่งที่โดน ชาร์ลี ไล่อัดร้องขอความเมตตา เขาไม่ต้องการสู้กับใคร เขาแค่อยากจะมาออกกำลังกายเท่านั้น แต่ก็ต้อง

ยอมใส่นวมกับ ชาร์ลี ที่ก่อกวนเขาสารพัด คลิปความเกรียนและถ่อยของ ชาร์ลี เริ่มมีชื่อเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ คนดูแตะหลักล้านวิว ซึ่งทุกคนโกรธ เกลียด และแค้น แทนคนที่โดนคนชกทั้งนั้น คลิปการบูลลี่ของเขาโดนส่งต่อไปไม่รู้จบ ยอดวิวเพิ่มสูงเท่ากับความเกลียดชังที่ทุกคนมีต่อเขา

เมื่อนั้น ชาร์ลี ก็ชอบใจ … ดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น เพราะนี่คือแผนที่เขาวางไว้ทั้งหมด เจอของจริง เมื่อเริ่มโด่งดังและกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ชาร์ลี ในฐานะนักมวยโรคจิต เขายังซ่าไม่ยอมหยุด คอนเทนท์ในช่องของเขาเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น จากการไล่ชกกับพวกมือใหม่แบบสู้ไม่

ได้ กลายเป็นการคุยโม้โอ้อวดสรรพคุณตัวเอง อ้างว่าตัวเองเป็นแชมป์โลก อ้างว่าตัวเองสามารถเอาชนะนักมวยอาชีพคนนั้น คนนี้ได้สบาย ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการล้ำเส้นรุ่นใหญ่แบบนี้ ทำให้มีหลายคนที่จองกฐินเขาเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตาม ชาร์ลี ไม่เคยกลัว เขายังคงเป็นไอ้ถ่อยล้าน

วิวเหมือนเคย การชกคนอ่อนแอคือของชอบ และเขายังไม่เลิกทำ จนกระทั่งครั้งหนึ่งเขาเจอของแข็งเข้าอย่างจังเป็นครั้งแรก … มันเหมือนกับทุกครั้ง เขาท้าทุกคนที่ขวางหน้า หนนี้เป็นเด็กอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น มองจากอายุและการมาชกในโรงยิมซึ่งเป็นที่รวมตัวของพวกมือใหม่

งานนี้เขาคงคิดว่าตนเองกินหมูอีกเช่นเคย โชคร้ายที่เด็กคนนี้ชื่อ ดีจอน แดเนี่ยลส์ มีสังกัด เป็นนักมวยฝึกหัดของ “สปาร์ตัน ยิม” เป้าหมายของ แดเนี่ยลส์ คือการได้เข้าชกอาชีพในแบบ MMA หรือ มวยกรง และแน่นอนว่าเขาเป็นมวย … ชาร์ลี ท้าปุ๊บเขาก็ตอบรับทันที ราวกับว่า

มั่นใจในของที่ซ่อนอยู่ในตัว นาทีนั้น ดีจอน แดเนี่ยลส์ คือฮีโร่ของทุกคนในยิม ผู้คนที่เคยโดน ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์ รังแก ต่างรวมตัวกันมาดูศึกที่จะทำให้พวกเขาสะใจที่สุดเท่าที่เคยดูมา ทั้ง ดีจอน และ ชาร์ลี ก้าวขึ้นเวที ซึ่งด้วยขนาดตัวแล้ว ดีจอน ใหญ่กว่าเห็น ๆ และทุกอย่างก็เริ่มขึ้น

เมื่อ ชาร์ลี จะใช้ท่าเด็ดของเขานั่นคือการโจมตีโดยคู่แข่งเผลอตัว ทว่า ดีจอน วัย 16 ปี นั้นลื่นไหลอย่างที่สุด ฟุตเวิร์กการขยับตัวนั้นเร็วจน ชาร์ลี ตามไม่ทัน ชาร์ลี ต่อย ดีจอน วืดไป 3 หนติด ๆ ผู้คนในโรงยิมเฮและหัวเราะกันลั่น นาทีนั้น ชาร์ลี รู้แล้วว่าเขากำลังงานเข้าครั้งใหญ่ ดีจอน

เริ่มเอาจริงและใช้การชกแบบซ้ายที ขวาที แต่ละดอกดังเปรี้ยงจนไม่ต้องโดนชกเองก็รู้ว่าเจ็บ ซึ่ง ชาร์ลี ออกอาการหน้าเหวอเป็นที่สะใจกับทุกคนอย่างมาก เขาหันหลังสู้แบบหมดสภาพ ก่อนจะมุดเชือกหนี และปากเก่งก่อนจากว่า “แกแพ้แล้วว่ะ ชั้นต่อยท้องแกแล้ว”

ชาร์ลี เคลมชัยชนะของตัวเองเหมือนทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ครั้งนี้หน้าของเขาเริ่มบวมแดงจากการโดนชก หากเป็นคนอื่น ๆ คงปล่อยเลยตามเลยเพราะอัดจนสาแก่ใจแล้ว แต่ ดีจอน แดเนี่ยลส์ เหมือนรู้ว่าคนอย่าง ชาร์ลี โดนแค่นี้น้อยไป ทุกคนในโรงยิมกำลังเฝ้ารอให้ถึงฉากที่เขาหมด

สภาพแพ้แบบไม่มีทางสู้และเลิกปากเก่งเสียที ดังนั้น ดีจอน ก็จัดให้ทุกคนอย่างสาสมใจ เขาเดินลงจากเวทีตามหลัง ชาร์ลี ไปติด ๆ จากนั้นเป็นการโชว์ทักษะที่มากกว่าเดิม ชาร์ลี โดนชกจนหัวเอียง และพยายามจะหนีออกจากโรงยิม ทว่าสุดท้าย ดีจอน ใช้ทักษะ MMA ด้วยการรวบ

เอวและเหวี่ยงตัว ชาร์ลี กระแทกกับพื้น และต่อยซ้ำเข้าที่หัวอีก 2-3 ครั้ง ก่อนปิดท้ายด้วยการล็อคคอ ใส่ท่า rear naked choke เอาซะ ชาร์ลี เกือบตาย ในขณะที่คนรอบข้างเข้ามาห้ามเพราะกลัวว่า ชาร์ลี จะตายจริง ๆ … ดีจอน พูดอะไรบางอย่างกระซิบข้างหูของเขา ก่อนที่

ชาร์ลี จะพูดในสิ่งที่เขาไม่เคยพูดมาก่อน “นายชนะแล้ว” เสียงแผ่วเบาของ ชาร์ลี ดังเท่าที่จะดังได้ ก่อนที่ทุกคนซึ่งเห็นเหตุการณ์จะขำสะใจสุดชีวิต เพราะนี่คือภาพที่ทุกคนรอคอย … ชาร์ลี หมดสภาพเดินกลับบ้านแบบเหงา ๆ และนี่คือวันที่เขาได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ รวมถึงเข้าใจ

ความรู้สึกของคนที่ไม่มีทางสู้ว่าเป็นเช่นไร เกรียนต่อไป หลังจากคลิปนั้นฉายออกตามโลกโซเชี่ยล ไม่ใช่แค่แฟน ๆ ในโรงยิมเท่านั้นที่สะใจ คนที่ดูคลิปทุกคนต่างพบความรู้สึกเดียวกัน นี่คือคลิปของ ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์ ที่คนดูเยอะที่สุดตั้งแต่เขาเคยทำคอนเทนท์มา มีคลิปหนึ่งที่มีการ

ตัดรวมเอาการไล่ชกคนอื่นของเขามายำรวมกับสิ่งที่เขาโดน ดีจอน แดเนี่ยลส์ ซ้อมจนสู้ไม่ได้ คลิปนั้นถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยยอดวิวกว่า 47 ล้านวิวเลยทีเดียว ทุกวันนี้ ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์ ยังคงถูกรู้จักกันในฐานะนักมวยโรคจิตเหมือนเคย เพียงแต่ว่าหลังจากโดน แดเนี่ยลส์

สอนเชิงแล้ว เขาก็เลิกซ่าในโรงยิมไปพักใหญ่ เหลือเพียงการเกรียนไล่ท้าชกกับคนอื่น ๆ ไปทั่ว เขาเคยท้าชกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ซีเนียร์ (พ่อของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ตำนานนักชกแชมป์โลกไร้พ่าย) ซึ่ง ณ ตอนนั้น ฟลอยด์ผู้พ่ออายุถึง 61 ปีแล้ว แต่ ชาร์ลี ก็ยังเกรียนไม่เลิก

ด้วยการชกทีเผลอและเล่นนอกกติกา จนกระทั่งฟลอยด์ผู้พ่อ เจ้าของตำนาน Shoulder Roll ต้องเอาจริง ซึ่งภายหลังมีการเปิดเผยว่า ชาร์ลี หลอกให้พ่อของ ฟลอยด์ ขึ้นมาล่อเป้าให้เพื่อเป็นเกียรติเท่านั้น ไม่ใช่การขึ้นมาชกจริงจังแบบนี้ แน่นอนว่าเขาก็โดนด่าว่าเกรียน และกล้าชก

UFABETWINS

จริงจังแม้กระทั่งกับคนแก่ แต่ ชาร์ลี ก็ยังเป็นไอ้เกรียนคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขาพร้อมรับคำด่า เพราะมันทำให้เขาดังขึ้น การชกกับพ่อของ ฟลอยด์ เป็นเหมือนการทำให้เขาจับจุดได้ เนื่องจากหลังจากนั้นเขาก็มักจะเอาตัวเองไปมีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับนักมวยดัง ๆ แม้หลายคนจะไม่เล่นด้วย

แต่ครั้งหนึ่ง ดีออนเต้ ไวลเดอร์ อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวต ก็รับคำท้าของเขาจนถึงขั้นมาชกกันจริง ๆ ซึ่ง ไวลเดอ นั้นก็มาในแบบมืออาชีพ ไม่ได้เอาจริงเอาจริงอะไรมากนัก ต่อยไม่กี่ทีก็เบามือ และเลิกชกกันไปหลังจาก ชาร์ลี ออกท่าทางไม่สู้ เมื่อมีชื่อเสียงในด้านความเกรียน ก็มีการสืบ

ประวัติของเขา พบว่า ชาร์ลี นั้นอายุ 31 ปี เป็นลูกครึ่งรัสเซีย-อเมริกัน เขาเคยเป็นเด็กที่รักการชกมวยมาก แต่ก็ไปได้ไม่ไกลเท่าไรนัก สิ่งที่ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนมาเดินทางสายเกรียน คือการที่เขาโดนทำลายฝัน เนื่องจากในแมตช์ที่เขากำลังจะได้ชกกับนักมวยที่ชื่อว่า แอนดรูว์ ฮาร์ทลี่ย์

เขากลับโดนตัดสิทธิ์ห้ามขึ้นชกด้วยเหตุผลบางประการที่ไม่เปิดเผย และนั่นก็ทำให้ความฝันในการเป็นนักชกอาชีพของเขาจบลง และกลายเป็นคนที่หลายคนคิดว่าควรไปพบหมอจิตแพทย์ดูสักครั้งแม้กระทั่งทุกวันนี้ ขณะที่ฮีโร่ประจำโรงยิมที่ปราบ ชาร์ลี ได้อย่าง ดีจอน แดเนี่ยลส์ นั้น

น่าเสียดายที่ไปได้ไม่ไกลเท่าไรนักในวงการมวยกรง เนื่องจากหลังจากเทิร์นโปรได้ในวัย 21 ปี ลูกชายของเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพที่บริเวณตับ ที่ต้องผ่าตัดไปมากกว่า 300 ครั้ง ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องวางมือจากวงการมวยไปอย่างน่าเสียดาย แม้เส้นทางจะแตกต่าง แต่ทั้ง

ชาร์ลี เซเลนอฟฟ์ และ ดีจอน แดเนี่ยลส์ ก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ชาร์ลี ถูกจำในฐานะไอ้เกรียนโรคจิตที่ทุกคนเกลียดชัง แต่ ดีจอน แดเนี่ยลส์

คือ 1 ในชายที่เคยสร้างความสะใจให้กับโลกอินเตอร์เน็ตมากที่สุด รวมถึงในฐานะผู้คืนความสงบให้โรงยิมในแคลิฟอร์เนียอีกด้วย

คลิ๊กเลย >>> UFABETWINS
อ่านข่าวเพิ่ม >>> บ้านผลบอล

UFABETWINS ชุนซุเกะ นาคามูระ : ชายชาวญี่ปุ่นที่คนสก็อตแลนด์ยกให้เป็นตำนาน

UFABETWINS แม้ว่าปัจจุบัน ญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในชาติที่ส่งออกนักเตะไปเล่นในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุโรป แต่ย้อนกลับไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

จำนวนที่มีแทบจะนับนิ้วได้ ชุนซุเกะ นาคามูระ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเดินตามรอย ฮิเดโตชิ นาคาตะ ไปเล่นในอิตาลี และทำผลงานได้ไม่เลวในสีเสื้อของ เรจจินา ตลอด 3 ฤดูกาลในดินแดนรองเท้าบู้ต อย่างไรก็ดี ที่ กลาสโกว เซลติก สโมสรที่สองของเขาในยุโรป กลับต่างออกไป

เมื่อเขาสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นตำนานของเซลติก และได้รับการยกย่องจากชาวสก็อตแลนด์ เกิดอะไรขึ้นที่นั่น ร่วมติดตามไปพร้อมกับ Main Stand แข้งเอเชียเนื้อหอม 2.5 ล้านปอนด์คือจำนวนเงินที่ กลาสโกว เซลติก ยักษ์ใหญ่แห่งลีกสก็อตแลนด์จ่ายให้ เรจจินา

เพื่อเป็นค่าตัวของ ชุนซุเกะ นาคามูระ ดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่นในปี 2005 แม้อาจจะเป็นเงินไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ผู้คนสนใจนักเตะชาวเอเชียคนนี้ อันที่จริง เซลติก ไม่ได้เป็นเป้าหมายแรกของนาคามูระ เขาอยากย้ายไปเล่นในสเปนมากกว่า ลาลีกาเป็นเหมือนความฝันของเขา แต่ ปีเตอร์

ลอว์เวลล์ ประธานฝ่ายบริหารของเซลติกในตอนนั้นก็คือกุญแจสำคัญในครั้งนี้ “มันคืองานที่ได้รับมอบหมายที่ยุ่งยากที่สุดเท่าที่ผมเคยเกี่ยวข้องด้วย” ลอว์เวลล์กล่าวกับ footballscotland.co.uk เซลติก เริ่มสนใจในตัวของนาคามูระ มาตั้งแต่เห็นฝีเท้าของเขาในศึก

คอนเฟดเดอเรชั่นคัพ 2005 ที่เขามีส่วนสำคัญให้ญี่ปุ่นเสมอกับบราซิลไปอย่างสนุก 2-2 ทว่าผลงานที่ผลงานที่ยอดเยี่ยมของแข้งชาวญี่ปุ่นก็กลายเป็นดาบสองคมสำหรับพวกเขา ในตอนนั้น นาคามูระ ต่างได้รับความสนใจจากหลายทีมดังในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

และ โบรุสเซีย มันเชนกลัดบัด ในบุนเดสลีกา ลีดส์ ยูไนเต็ด ของอังกฤษ ลาซิโอ และ ปาร์มา ของเซเรียอา รวมไปถึงทีมในลาลีกาอย่าง แอตเลติโก มาดริด และ เดปอร์ติโว ลา คอรุนญา ซึ่งเป็นลีกที่เขาปรารถนาไปค้าแข้ง แต่เซลติก ก็ไม่หวั่น ลอว์เวลล์ นำคณะผู้แทนเดินทางไปอิตาลี

เพื่อพูดคุยกับสโมสรและตัวแทนของนาคามูระ โดยตรง ก่อนที่ความพยายามครั้งนี้จะทำให้พวกเขาได้ลายเซ็นของหมายเลข 10 ทีมชาติญี่ปุ่นจนได้ “เราเดินทางไปมิลาน และได้พบกับตัวแทนของสโมสร” ลอว์เวลล์ย้อนความหลัง “เราทานข้าวเที่ยงกัน และมีเอเยนต์ห้าคนอยู่รอบ

โต๊ะของเรา มันยากมากในการเจรจา แต่คนคนที่ทำให้สำเร็จคือ โรแบร์โต สึคุดะ ที่เป็นเอเยนต์หลักของนาคะ และเป็นคนที่ฉลาดมากๆ” “ความฝันของนาคามูระคือการได้เล่นในสเปน แต่เราจูงใจเขาให้มาเซลติก ซึ่งเขาจะได้ลงเล่นในเวทีอย่างเซลติกพาร์ค ในเกมแชมเปียนส์ลีก”

UFABETWINS

แม้ว่าสุดท้าย เซลติก จะได้นาคามูระ มาร่วมทีมสมใจ แต่ดูเหมือนว่าฝีเท้าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเซ็นสัญญากับนักเตะคนนี้ นักเตะที่ซื้อมาขายเสื้อ? ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 กระแสของฟุตบอลยุโรปในทวีปเอเชียได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้หลายทีมพยายาม

ขายฐานตลาดแฟนบอล ด้วยการดึงนักเตะเอเชียมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น การย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของซุน จีไห่ ในปี 2002 หรือ หลี่ เถีย ของ เอฟเวอร์ตัน ในปีเดียวกัน กลาสโกว เซลติก ก็ดูเหมือนจะเดินตามรอยนี้ เพราะแม้ว่า นาคามูระ จะมีผลงานที่โดดเด่นในสีเสื้อของ

เรจจินา และทีมชาติญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าเขาในตอนนั้น จะถูกมองเป็นเพียงเบี้ยในการขยายฐานแฟนบอลในเอเชียมากกว่า “โอกาสที่เขานำเข้ามา เราจะได้ผลพลอยได้ในแง่ของการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่น และตะวันออกไกล สิ่งนี้น่าสนใจมาก” ลอว์เวลล์กล่าวในตอนนั้น

เนื่องจาก นาคามูระ เป็นเหมือน เดวิด เบ็คแฮม ของชาวญี่ปุ่น เขาคือนักเตะคนสำคัญของทีมทั้งกับสโมสรและทีมชาติ การเซ็นสัญญากับเขาคือโอกาสในการทำให้ เซลติก กลายเป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออก สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ในเรื่องนี้คือการที่ เซลติก ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ของ

นาคามูระ เป็นจำนวนถึง 1.3 ล้านปอนด์ หรือกว่าครึ่งหนึ่งของค่าตัว ที่ทำให้พวกเขาใช้รูปนักเตะชาวญี่ปุ่นบนสินค้าของพวกเขาได้ ในขณะเดียวกัน พวกเขายังเซ็นสัญญากับไนกี้ บริษัทอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ของโลก เพื่อจำหน่ายสินค้าของพวกเขาใน 250 สาขาทั่วญี่ปุ่น รวมไปถึงข้อ

ตกลงกับบริษัทโทรทัศน์ในญี่ปุ่น เพื่อเผยแพร่เกมการแข่งขันของทีม นอกจากนี้ ในฤดูกาลดังกล่าว นาคามูระ ก็ไม่ใช่นักเตะเอเชียคนเดียวที่เซลติกคว้าตัวมาร่วมทีม เมื่อพวกเขายังได้ตัว ตู้ เหว่ย กองหลังชาวจีนมาจาก เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว มาด้วยสัญญายืมตัว อย่างไรก็ดี ตู้ เหว่ย ก็อยู่กับ

ทืมได้เพียงแค่ครึ่งฤดูกาล และได้ลงเล่นในเกมสก็อตติชคัพไปเพียงแค่เกมเดียว ก่อนจะถูกส่งกลับบ้านในช่วงตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคมปี 2006 แต่ไม่ใช่สำหรับ นาคามูระ เมื่อเขาทำได้มากกว่านั้น ยกระดับทีม ฤดูกาล 2005-06 คือฤดูกาลแรกของ กอร์ดอน สตรัคคัน ในฐานะหัว

เรือใหญ่ของเซลติก เขาเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก มาร์ติน โอนีล ที่เพิ่งประกาศลาออกไปเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า ในตอนนั้น เซลติก กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน พวกเขาเพิ่งเสีย เฮนริค ลาร์สสัน ยอดดาวยิงระดับตำนาน ที่ย้ายไปเล่นให้กับ บาร์เซโลนา เมื่อปีก่อน ในขณะที่นักเตะที่เป็นแกน

หลักหลายคนในยุคของโอนีล ก็ล้วนผ่านจุดสูงสุด หรือกำลังจะเลิกเล่นแทบทั้งนั้น มันจึงทำให้ สตรัคคัน เริ่มต้นฤดูกาลด้วยความยากลำบาก หลังประเดิมพาทีมพ่ายต่อ อาร์ตเมเดีย บราติสลาวา แชมป์ลีกสโลวาเกียอย่างขาดลอย 0-5 ในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก นัดแรก

และแม้จะกลับมาเอาชนะ 4-0 แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบต่อไป นอกจากนี้ในเกมลีกก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เมื่ออดีตแข้งปีศาจแดง ประเดิมนัดแรกในสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ด้วยการเสมอกับ มาเธอร์เวลล์ 4-4 ที่ทำให้ความกดดันถาโถมมาที่เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจึงทำให้ สตรัคคัน

ใส่ชื่อ นาคามูระ เป็นตัวจริงทันทีในนัดที่สองในเกมพบกับ ดันดี ยูไนเต็ด ในวันที่ 6 สิงหาคม ทั้งที่ ดาวเตะเลือดซามูไร ยังไม่ฟิตเต็มร้อย หลังเพิ่งลงเล่นให้ทีมชาติญี่ปุ่นในศึกคอนเฟดเดอเรชั่นคัพ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อดาวเตะชาวญี่ปุ่น ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยลีลาการเล่นที่เนียนตาของเขา ก่อนจะช่วยให้ เซลติก เอาชนะดันดีไปได้ 2-0 ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในเกมนั้น พร้อมกับได้รับการลุกขึ้นยืนปรบมือหลังถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 84 อันที่จริง นาคามูระ เป็นนักเตะที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคนิค และการผ่านบอลที่

แม่นยำ รวมไปถึงความสามารถเฉพาะตัวที่ใช้เล่นงานคู่แข่งมาแล้วนักต่อนักอยู่แล้ว แต่การย้ายมาเซลติก ทำให้เขากลายเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมเต็ม เนื่องจากในตอนนั้น เซลติก ต่างอุดมไปด้วยด้วยนักเตะมิดฟิลด์พันธ์ฮาร์ดแมน ไม่ว่าจะเป็น สติลิยัน เปตรอฟ, นีล เลนนอน

รวมไปถึง รอย คีน ทำให้ นาคามูระ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ในฐานะตัวสร้างสรรค์เกม ในฤดูกาลแรกกับเซลติก เขาลงเล่นไปถึง 33 นัดและยิงไป 6 ประตูในลีกกับอีก 8 แอสซิสต์ พร้อมช่วยให้ ม้าลายขาวเขียวกลับมาคว้าแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการมีแต้ม

ทิ้งห่างจาก ฮาร์ทส์ ทีมอันดับ 2 ถึง 17 คะแนน มันจึงทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่เข้ามายกระดับทีมอย่างแท้จริง และขาดไม่ได้ นอกจากนี้เขายังมีวินัยในการฝึกซ้อม และรักษาความฟิตได้อย่างดีเยี่ยม ที่ทำให้เขาลงเล่นเกิน 30 นัดต่อฤดูกาลกับเซลติก ตลอด 4 ปีที่อยู่ที่นั่น

“นาคะไม่เคยพลาดการซ้อม ไม่เคยพลาดการแข่งขัน เข้าสร้างร่างกายมาอย่างดี กล้ามเนื้อกระชับ ร่างกายฟิต เขาเคยวิ่งไปทั่วในเกม เกือบ 13 กิโลเมตรได้” พอล ฮาร์ทลีย์ อดีตแข้งเซลติกย้อนความหลังกับ footballscotland.co.uk ก่อนที่มันจะทำให้เขากลายเป็นนักเตะคู่บุญของ

กอร์ดอน สตรัคคัน ในการนำความยิ่งใหญ่กลับมาสู่ถิ่น เซลติก พาร์ค ด้วยการพาทีมให้ทีมคว้าแชมป์ลีกอีก 2 สมัย สก็อตติชคัพ 1 สมัย ลีกคัพอีก 2 สมัย อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ “เขาทำให้เราได้พบกับช่วงเวลามหัศจรรย์มากมาย

ทั้งเกมกับคิลมาน็อค, เซนต์ เมียร์เรน แต่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันคือจุดสุดยอด” สตรัคคันพูดถึงนาคามูระ แม้ว่านาคามูระ จะรับบทบาทเป็นจอมทัพคอยแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีม แต่เขาก็ทำประตูไปไม่น้อยในสีเสื้อของเซลติก โดยตลอด 4 ฤดูกาลที่อยู่ที่นั่น เขายิงไป 34 ประตู

UFABETWINS

จาก 166 นัดในทุกรายการ ทว่าคงไม่มีประตูไหนที่ทำให้ผู้คนพูดถึงไปกว่าค่ำคืนของวันที่ 21 พฤศจิกายน 2006 ในเกมที่เซลติก เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนเกมนัดนั้น เซลติก มี 6 คะแนน รั้งอยู่ในอันดับ 2 ของกลุ่ม

โดยมีแต้มห่างจาก เบนฟิกา 2 คะแนน ทำให้พวกเขาต้องการ 3 คะแนนในนัดนี้ เพื่อการันตีการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากเสมอกัน 0-0 เวลาก็ล่วงเลยจนถึงนาทีที่ 81 และเป็นฝ่ายเซลติกที่มีโอกาส เมื่อมาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ นาคามูระ บรรจงตั้งบอลเหมือนทุกครั้ง

ก่อนจะวิ่งเข้ามาปั่นด้วยซ้ายข้างถนัด บอลพุ่งโค้งข้ามกำแพง ก่อนจะมุดข้ามกำแพงผ่านมือ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ยอดผู้รักษาประตูในยุคนั้น เข้าไปอย่างสวยงาม ประตูดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ เซลติก ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แต่มันยัง

ทำให้ชื่อ “นาคามูระ” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย “มันเป็นฟรีคิกที่สมบูรณ์แบบในแง่ของเทคนิค มันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม หนึ่งในฟรีคิกที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ กองกลางระดับตำนานของเซาแธมป์ตันพูดถึงประตูของนาคามูระ ในขณะเดียวกัน

ความยอดเยี่ยมของฟรีคิกลูกนี้ คือจังหวะที่เหมาะสม เพราะมันเกิดขึ้นก่อนหมดเวลาเพียง 9 นาที และกลายเป็นประตูชัยที่ทำให้ให้เซลติก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จ “บอลลอย และตอนที่มันกระทบตาข่าย มันได้กลายเป็นแก่นแท้ของเซลติกยุคใหม่” จิม ดิเวอร์ อดีตรอง

ประธานกลุ่มกองเชียร์ของเซลติกบันทึกเป็นบทกวีเอาไว้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของ นาคามูระ ในฐานะผู้เขียนประวัติศาสตร์ เมื่อในวันที่ 22 เมษายน 2007 เขาได้กลายเป็นฮีโรของทีมอีกครั้ง หลังยิงฟรีคิกสุดสวยมุดโคนเสาเข้าไปในนาทีที่ 91 ช่วยให้เซลติก บุกไปเอาชนะ คิลมาร์น็อค

2-1 และทำให้ลูกทีมของ กอร์ดอน สตรัคคัน คว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้น แต่ถ้าถามเพื่อนร่วมทีมเกี่ยวกับประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนาคามูระ หลายคนยกให้ เกมที่เซลติก พบ กลาสโกว เรนเจอร์ส คู่แข่งร่วมเมืองในศึก โอลด์ เฟิร์ม ดาร์บี้ ในวันที่ 16 เมษายน 2008 มันเป็นเกมดาร์บี้แมตช์

ที่สำคัญมากของเซลติก เมื่อพวกเขาพ่ายมาติดๆ ในการเจอกับเรนเจอร์ส สองนัดก่อนหน้านี้ แถมคู่แข่งร่วมเมืองของพวกเขา ยังมีแต้มนำพวกเขาถึง 4 คะแนน แต่แข่งน้อยกว่าอยู่สองนัด มันเกิดขึ้นในนาทีที่ 20 แกรี คาล์ดเวล ได้บอลจากฝั่งขวา ก่อนเปิดไปที่กลางสนาม นาคามูระ

เหมือนจะจับบอลห่างตัวไปนิด แต่เขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ด้วยการตะบันด้วยซ้ายเต็มแรง บอลพุ่งแหวกอากาศ ก่อนจะไซด์โค้งเข้าไปตุงตาข่ายอย่างงดงาม และช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 2-1 ในท้ายที่สุด “สาบานต่อพระเจ้า ผมอยู่ในจุดที่พอดีตอนที่มันเกิดขึ้น” ฮาร์ทลีย์ย้อน

ความหลังกับ footballscotland.co.uk “แกรี คาล์ดเวลล์ ส่งบอลไปให้นาคะ เขาจับบอลได้อย่างสุดยอด จากนั้นก็ซัดเปรี้ยง ผมก็คิดว่า ‘เขากำลังทำอะไรจากตรงนั้น’” “การเคลื่อนที่ของบอล ถ้าคุณเห็นจากหลังประตู คุณต้องคิดว่า อัลลัน แมคเกรเกอร์ ต้องคว้าไว้ได้ และหลังจาก

นั้นมันก็เคลื่อนที่ไป มันเป็นการยิงที่เหลือเชื่อ เป็นระดับที่ต่างไป” ก่อนที่มันจะกลายเป็นชัยชนะสำคัญ ที่ทำให้ เซลติก คว้าชัยอีก 5 นัดรวด พร้อมทำแต้มแซงเรนเจอร์ ผงาดคว้าแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แถมยังเป็นแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันของนาคามูระในถิ่น เซลติก พาร์ค

อีกด้วย แน่นอนว่ามันคือแชมป์ลีกครั้งสุดท้ายของ ดาวเตะชาวญี่ปุ่นในสีเสื้อของเซลติกอีกด้วย ยังคงเป็นตำนาน หลังจากมีช่วงเวลาอันหอมหวานในแดนวิสกี้ นาคามูระ ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นสเปนสมใจ หลังไปอยู่กับ เอสปันญอล ในฤดูกาล 2009-10 แต่ก็มีช่วงเวลาที่ไม่น่าจดจำนัก

เมื่อได้เล่นแค่เพียงแค่ 13 นัด ก่อนจะย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดในปี 2010 กับ โยโกฮามา เอฟ มารินอส เขาค้าแข้งอยู่ที่นั่นต่อถึง 7 ฤดูกาล และมีส่วนช่วยให้ทีมได้ลุ้นแชมป์หลายครั้ง และสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีมาครอง รวมไปถึงติดทีมยอดเยี่ยมเจลีกในปี 2013

ปัจจุบันเขายังโลดแล่นอยู่ในลีกสูงสุดกับ โยโกฮามา เอฟซี ในวัย 42 ปี แม้จะผ่านมากว่า 10 ปีนับตั้งแต่วันที่เขาโบกมืออำลาเซลติก แต่เรื่องราวของ นาคามูระ ยังคงถูกพูดถึงในหมู่แฟนบอลม้าลายขาวเขียว จากสิ่งที่เขาเคยทำเอาไว้ จริงอยู่ว่าอาจจะมีนักเตะที่เก่งกว่าเขา หรือโดดเด่น

กว่าเขาหลังจากนั้นในลีกสก็อตแลนด์ แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่สามารถสร้างปรากฎการณ์ได้เท่ากับชายชาวญี่ปุ่นคนนี้ และมันก็ทำให้เขาได้รับการยกย่องในฐานะแข้งเอเชียที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลแดนวิสกี้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ “นาคะมีหลายอย่างที่ผู้เล่นบาร์เซโลนามี

เขามีวิสัยทัศน์ที่สามารถมองข้ามช็อตไปได้ 3-4 จังหวะ เขามีความสามารถคำนวนรูปแบบ และมันก็คล้ายกับสิ่งที่นักเตะบาร์เซโลนาทำ” สตรัคคัน กล่าวกับ footballscotland.co.uk

“เขามีเทคนิคที่สามารถเล่นให้กับทีมใหญ่ เขาสามารถเล่นกับใครก็ได้ เขาคิดเร็ว และทำได้ทุกอย่างในเกมการแข่งขัน เขาคือนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> UFABETWINS
หน้าแรก >>> บ้านผลบอล